ศาสนา

ศาสนาเป็นสังคม - ระบบทางวัฒนธรรมของกำหนดพฤติกรรมและการปฏิบัติศีลธรรม , ความเชื่อ , โลกทัศน์ , ตำรา , สถานที่ชำระให้บริสุทธิ์ , คำทำนาย , จริยธรรมหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เหนือธรรมชาติ , อดิศัยและจิตวิญญาณองค์ประกอบ; [1]อย่างไรก็ตามไม่มีฉันทามติทางวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าเป็นศาสนาอย่างแน่นอน [2] [3]

ศาสนาที่แตกต่างกันอาจหรือไม่อาจมีองค์ประกอบต่าง ๆ มากมายจากพระเจ้า , [4] สิ่งศักดิ์สิทธิ์ , [5] ศรัทธา , [6]สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ[7]หรือ "การจัดเรียงของ ultimacy และวิชชาที่จะช่วยให้บรรทัดฐานบางอย่างและ พลังไปตลอดชีวิต”. [8]การปฏิบัติทางศาสนาอาจรวมถึงพิธีกรรม , พระธรรมเทศนา , ของที่ระลึกหรือเลื่อมใส (จากเทพและ / หรือเซนต์ส ), เสียสละ , งานเทศกาล , งานเลี้ยง , ดำดิ่ง , initiations , บริการศพ , บริการเกี่ยวกับการแต่งงาน , การทำสมาธิ , สวดมนต์ , ดนตรี , ศิลปะ , การเต้นรำ , สาธารณะ บริการหรือด้านอื่น ๆ ของมนุษย์วัฒนธรรม ศาสนามีประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์และเรื่องเล่าซึ่งอาจจะเก็บรักษาไว้ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีจุดมุ่งหมายส่วนใหญ่จะให้ความหมายในการดำรงชีวิต ศาสนาอาจจะมีเรื่องราวสัญลักษณ์ซึ่งบางครั้งกล่าวว่าโดยผู้ติดตามที่จะเป็นจริงที่ยังอาจพยายามที่จะอธิบายต้นกำเนิดของชีวิตที่จักรวาลและปรากฏการณ์อื่น ๆ ประเพณีความเชื่อที่นอกเหนือไปจากเหตุผลที่ได้รับการพิจารณาแหล่งที่มาของความเชื่อทางศาสนา [9]

มีประมาณ 10,000 ศาสนาที่แตกต่างกันทั่วโลก [10]เกี่ยวกับ 84 ของประชากรโลก% เป็นพันธมิตรกับศาสนาคริสต์ , อิสลาม , ศาสนาฮินดู , พุทธศาสนาหรือรูปแบบของบางศาสนาพื้นบ้าน [11]เคร่งครัดไม่ใช่ บริษัท ในเครือกลุ่มผู้เข้าชมรวมถึงผู้ที่ไม่ได้ระบุกับศาสนาใด ๆ ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและงมงาย ในขณะที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาได้เติบโตขึ้นทั่วโลก แต่หลายคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนายังคงมีความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย [12]

ศึกษาศาสนาประกอบด้วยความหลากหลายของสาขาวิชาการรวมทั้งธรรม , ศาสนาเปรียบเทียบและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สังคม ทฤษฎีของศาสนามีคำอธิบายต่างๆสำหรับต้นกำเนิดและการทำงานของศาสนารวมทั้งontologicalรากฐานของศาสนาความเป็นอยู่และความเชื่อ [13]

" สามหัวเราะเสือห้วย " ซึ่งเป็น ราชวงศ์ซ่ง (ศตวรรษที่ 12) ภาพวาดจิตรชายสามคนที่เป็นตัวแทนของ ขงจื้อ , เต๋า (เต๋า) และ พุทธศาสนาหัวเราะด้วยกัน

ศาสนา (จาก O.Fr. ศาสนาชุมชนศาสนาจาก L. ศาสนา (น. ศาสนา ) "เคารพในสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์, ความเคารพต่อเทพเจ้า, ความรู้สึกถูกต้อง, พันธะทางศีลธรรม, ความศักดิ์สิทธิ์", [14] "ภาระผูกพัน, พันธะ ระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า " [15] ) มีที่มาจากภาษาละตินศาสนาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่คลุมเครือ การตีความที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งที่โยงไปถึงซิเซโรเชื่อมต่อเลโก้อ่านเช่นre (อีกครั้ง) กับเลโก้ในแง่ของการเลือกไปอีกครั้งหรือพิจารณาอย่างรอบคอบ คำจำกัดความของศาสนาโดยซิเซโรคือCultum deorum "การแสดงที่เหมาะสมของพิธีกรรมในการเคารพเทพเจ้า" [16]จูเลียสซีซาร์ใช้ศาสนาเพื่อหมายถึง "พันธะแห่งคำสาบาน" เมื่อพูดถึงทหารที่ถูกจับได้กล่าวคำสาบานต่อผู้จับกุม [17] Pliny the Elder นักธรรมชาติวิทยาชาวโรมันใช้คำว่าศาสนากับช้างเพื่อให้พวกเขาเคารพดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ [18]นักวิชาการสมัยใหม่เช่นทอมฮาร์เปอร์และโจเซฟแคมป์เบลโปรดปรานมาจากligareผูกเชื่อมต่ออาจจะมาจากคำนำหน้าใหม่ ligareคือใหม่ (อีกครั้ง) + ligareหรือเชื่อมต่อซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดดเด่นโดยเซนต์ออกัสตินดังต่อไปนี้ การตีความที่มอบให้โดยLactantiusในสถาบัน Divinae , IV, 28 [19] [20]การใช้งานในยุคกลางสลับกับลำดับในการกำหนดชุมชนที่ถูกผูกมัดเช่นคำสั่งของสงฆ์ : "เราได้ยินถึง 'ศาสนา' ของขนแกะทองคำของ อัศวิน 'แห่งศาสนาเอวีส์ ' ". [21]

ในสมัยโบราณคลาสสิก 'ศาสนา' มีความหมายอย่างกว้าง ๆ ถึงความมีมโนธรรมความรู้สึกถูกต้องข้อผูกมัดทางศีลธรรมหรือหน้าที่ต่อสิ่งใด ๆ [22]ในโลกยุคโบราณและที่นิรุกติศาสตร์รากภาษาละตินและศาสนาก็เป็นที่เข้าใจเป็นคุณธรรมของแต่ละบุคคลที่สักการะในบริบทโลก; ไม่เคยเป็นหลักคำสอนการปฏิบัติหรือแหล่งความรู้ที่แท้จริง [23] [24]โดยทั่วไปแล้วศาสนาจะอ้างถึงพันธะทางสังคมในวงกว้างที่มีต่อสิ่งใด ๆ รวมทั้งครอบครัวเพื่อนบ้านผู้ปกครองและแม้กระทั่งต่อพระเจ้า [25] Religioมักใช้โดยชาวโรมันโบราณไม่ใช่ในบริบทของความสัมพันธ์ต่อเทพเจ้า แต่เป็นช่วงของอารมณ์ทั่วไปเช่นความลังเลความระมัดระวังความวิตกกังวลความกลัว; ความรู้สึกผูกพันถูก จำกัด ยับยั้ง; ซึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นในบริบททางโลก [26]คำที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเงื่อนไขอื่น ๆ เช่นscrupulusซึ่งหมายความว่า "ได้อย่างแม่นยำมาก" และบางคนเขียนโรมันที่เกี่ยวข้องกับระยะsuperstitioซึ่งหมายความว่ากลัวมากเกินไปหรือความวิตกกังวลหรือความอัปยศให้กับศาสนาในบางครั้ง [26]เมื่อศาสนาเข้ามาในภาษาอังกฤษประมาณคริสตศักราช 1200 เป็นศาสนาความหมายของ "ชีวิตผูกพันด้วยคำปฏิญาณของสงฆ์" หรือคำสั่งของสงฆ์ [21] [25]แนวคิดแบบแบ่งส่วนของศาสนาโดยที่สิ่งทางศาสนาถูกแยกออกจากสิ่งทางโลกไม่ได้ถูกนำมาใช้ก่อนคริสต์ศักราช 1500 [25]แนวคิดเรื่องศาสนาถูกนำมาใช้ครั้งแรกในคริสต์ทศวรรษ 1500 เพื่อแยกแยะโดเมนของคริสตจักรและโดเมนของหน่วยงานพลเรือน [25]

ในกรีกโบราณคำศัพท์ภาษากรีกthreskeiaได้รับการแปลอย่างหลวม ๆ เป็นภาษาละตินว่าศาสนาในสมัยโบราณตอนปลาย คำนี้ใช้อย่างเบาบางในกรีกคลาสสิก แต่เริ่มใช้บ่อยขึ้นในงานเขียนของ Josephus ในศตวรรษแรกซีอี มันถูกใช้ในบริบททางโลกและอาจหมายถึงหลายสิ่งตั้งแต่ความกลัวที่เคารพนับถือไปจนถึงการปฏิบัติที่มากเกินไปหรือเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติของผู้อื่น ไปสู่การปฏิบัติทางศาสนา มันมักจะตรงข้ามกับคำภาษากรีกdeisidaimoniaซึ่งหมายถึงความกลัวมากเกินไป [27]

แนวคิดสมัยใหม่ของศาสนาในฐานะนามธรรมที่เกี่ยวข้องกับชุดความเชื่อหรือหลักคำสอนที่แตกต่างกันเป็นสิ่งประดิษฐ์ล่าสุดในภาษาอังกฤษ การใช้งานดังกล่าวเริ่มต้นด้วยข้อความจากศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆเช่นการแยกคริสต์ศาสนจักรในช่วงการปฏิรูปโปรเตสแตนต์และโลกาภิวัตน์ในยุคแห่งการสำรวจซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดต่อกับวัฒนธรรมต่างประเทศจำนวนมากด้วยภาษาที่ไม่ใช่ยุโรป [23] [24] [28]บางคนโต้แย้งว่าโดยไม่คำนึงถึงความหมายของคำนี้มันไม่เหมาะสมที่จะใช้คำว่าศาสนากับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตก [29] [30]คนอื่น ๆ โต้แย้งว่าการใช้ศาสนากับวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ตะวันตกบิดเบือนสิ่งที่ผู้คนทำและเชื่อ [31]

แนวคิดเรื่องศาสนาก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 16 และ 17 [32] [33]แม้ว่าข้อความศักดิ์สิทธิ์โบราณเช่นพระคัมภีร์อัลกุรอานและอื่น ๆ จะไม่มีคำหรือแม้แต่แนวคิดเกี่ยวกับศาสนาในภาษาดั้งเดิม และไม่มีผู้คนหรือวัฒนธรรมที่เขียนข้อความศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ [34] [35]ตัวอย่างเช่นไม่มีศาสนาใดเทียบเท่าในภาษาฮีบรูและศาสนายิวไม่ได้แยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างอัตลักษณ์ทางศาสนาชาติเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ [36]หนึ่งในแนวคิดหลักของมันคือฮาลาคาซึ่งหมายถึงการเดินหรือเส้นทางที่บางครั้งแปลว่ากฎหมายซึ่งชี้นำการปฏิบัติทางศาสนาและความเชื่อและหลายแง่มุมในชีวิตประจำวัน [37]แม้ว่าความเชื่อและประเพณีของศาสนายิวจะพบได้ในโลกโบราณ แต่ชาวยิวในสมัยโบราณก็มองว่าตัวตนของชาวยิวเป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์หรือเอกลักษณ์ประจำชาติและไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อที่บังคับหรือพิธีกรรมที่มีการควบคุม [38]แม้ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 Josephus ยังใช้คำภาษากรีกว่าioudaismosซึ่งบางคนแปลว่าศาสนายิวในปัจจุบันแม้ว่าเขาจะใช้คำนี้เป็นคำทางชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับแนวคิดนามธรรมสมัยใหม่ของศาสนาเป็นชุดความเชื่อ [3]ในศตวรรษที่ 19 ชาวยิวเริ่มมองว่าวัฒนธรรมบรรพบุรุษของตนเป็นศาสนาที่คล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ [38]คำภาษากรีกthreskeiaซึ่งใช้โดยนักเขียนชาวกรีกเช่น Herodotus และ Josephus พบในพันธสัญญาใหม่ บางครั้งThreskeiaแปลว่าศาสนาในการแปลในปัจจุบันอย่างไรก็ตามคำนี้ถูกเข้าใจว่าเป็นการนมัสการในยุคกลาง [3]ในคัมภีร์อัลกุรอานคำว่าdinในภาษาอาหรับมักถูกแปลว่าศาสนาในการแปลสมัยใหม่ แต่ในช่วงกลางทศวรรษ 1600 ผู้แปลแสดงว่าdinเป็นกฎหมาย [3]

ภาษาสันสกฤตคำว่าธรรมะบางครั้งแปลว่าศาสนา[39]ยังหมายถึงกฎหมาย ตลอดคลาสสิกเอเชียใต้ที่ศึกษาวิชากฎหมายประกอบด้วยแนวคิดเช่นตบะผ่านความกตัญญูและพระราชพิธีเช่นเดียวกับประเพณีปฏิบัติ ญี่ปุ่นในยุคกลางในตอนแรกมีการรวมกันที่คล้ายกันระหว่างกฎอิมพีเรียลกับกฎสากลหรือพระพุทธบัญญัติ แต่ต่อมากลายเป็นแหล่งอำนาจที่เป็นอิสระ [40] [41]

แม้ว่าประเพณีตำราศักดิ์สิทธิ์และการปฏิบัติจะมีอยู่ตลอดเวลา แต่วัฒนธรรมส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับแนวความคิดของศาสนาตะวันตกเนื่องจากพวกเขาไม่ได้แยกชีวิตประจำวันออกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในศตวรรษที่ 18 และ 19 คำว่าพุทธศาสนาฮินดูลัทธิเต๋าลัทธิขงจื้อและศาสนาของโลกได้เข้ามาเป็นภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก [42] [43] [44]ไม่มีใครระบุตัวเองว่าเป็นชาวฮินดูหรือพุทธหรือคำอื่นที่คล้ายคลึงกันก่อนคริสตศักราช 1800 [45] "ฮินดู" ได้ในอดีตถูกใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์วัฒนธรรมและศาสนาในภายหลังสำหรับคนพื้นเมืองไปยังอนุทวีปอินเดีย [46] [47]ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานญี่ปุ่นไม่มีแนวคิดเรื่องศาสนาเนื่องจากไม่มีคำภาษาญี่ปุ่นที่ตรงกันหรือมีอะไรใกล้เคียงกับความหมาย แต่เมื่อเรือรบอเมริกันปรากฏตัวนอกชายฝั่งญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2396 และบังคับให้รัฐบาลญี่ปุ่น ลงนามในสนธิสัญญาที่เรียกร้องเสรีภาพในการนับถือศาสนาเหนือสิ่งอื่นใดประเทศต้องต่อสู้กับแนวคิดนี้ [48] [49]

ตามที่ภาษา แม็กซ์Müllerในศตวรรษที่ 19 รากของศาสนาคำภาษาอังกฤษที่ละติน ศาสนาถูกนำมาใช้เพื่อหมายถึงความเคารพเพียง แต่สำหรับพระเจ้าหรือพระเจ้าขบคิดระวังในสิ่งที่พระเจ้ากตัญญู (ซึ่งซิเซโรมาต่อไปเฉลี่ย ความขยัน). [50] [51] แม็กซ์มึลเลอร์แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกมากมายทั่วโลกรวมทั้งอียิปต์เปอร์เซียและอินเดียเนื่องจากมีโครงสร้างอำนาจที่คล้ายคลึงกัน ณ จุดนี้ในประวัติศาสตร์ สิ่งที่เรียกว่าศาสนาโบราณในปัจจุบันพวกเขาจะเรียกว่ากฎหมายเท่านั้น [52]