ประเทศไอร์แลนด์

ประเทศไอร์แลนด์

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

– ในทวีปยุโรป  (เขียว & เทาเข้ม)
– ในสหภาพยุโรป  (เขียว)

ไอร์แลนด์ (อังกฤษ: Ireland, ออกเสียง: /ˈaɪərlənd/ ( ฟังเสียง); ไอริช: Éire, ออกเสียง: [ˈeːɾʲə] ( ฟังเสียง)) ซึ่งบางครั้งใช้คำบรรยายระบอบการปกครองของประเทศ (ไม่ใช่ชื่อทางการ) ว่า สาธารณรัฐไอร์แลนด์ (อังกฤษ: Republic of Ireland; ไอริช: Poblacht na hÉireann) เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งประกอบด้วย 26 เทศมณฑลจาก 32 เทศมณฑลบนเกาะไอร์แลนด์ เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือดับลินซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ ประมาณร้อยละ 40 ของประชากร 5 ล้านคนของประเทศอาศัยอยู่ในเขตมหานครดับลิน[10] รัฐอธิปไตยแห่งนี้มีพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวร่วมกับไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร เขตแดนที่เหลือถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก โดยจรดทะเลไอริชทางทิศตะวันออก จรดช่องแคบเซนต์จอร์จิสทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และจรดทะเลเคลติกทางทิศใต้ ไอร์แลนด์เป็นสาธารณรัฐเดี่ยวระบบรัฐสภา[11] สภานิติบัญญัติหรือ เอรัฆตัส ประกอบด้วยสภาล่างหรือ ดาลเอเริน, สภาสูงหรือ ชานัดเอเริน และประธานาธิบดี (อวฆตาราน) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐทางพิธีการเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีอำนาจและหน้าที่สำคัญบางประการ หัวหน้ารัฐบาลคือ ทีเชิฆ (นายกรัฐมนตรี; แปลแบบตรงตัวว่า "หัวหน้า") ซึ่งได้รับเลือกจาก ดาลเอเริน และได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ทั้งนี้ ทีเชิฆ จะเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีคนอื่น ๆ อีกทอดหนึ่ง

เสรีรัฐไอริชได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยมีฐานะเป็นประเทศในเครือจักรภพเมื่อ ค.ศ. 1922 ภายหลังสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอริช ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 1937 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งมีผลให้รัฐนี้ใช้ชื่อว่า "ไอร์แลนด์" และใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐโดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งแต่ไม่มีอำนาจบริหาร ไอร์แลนด์ได้รับการประกาศให้เป็นสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1949 หลังจากการประกาศใช้รัฐบัญญัติแห่งสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ค.ศ. 1948 ไอร์แลนด์เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1955 และเข้าร่วมประชาคมยุโรป (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสหภาพยุโรป) เมื่อ ค.ศ. 1973 รัฐนี้ไม่มีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไอร์แลนด์เหนือเกือบตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ในคริสต์ทศวรรษ 1980 และคริสต์ทศวรรษ 1990 รัฐบาลสหราชอาณาจักรและรัฐบาลไอร์แลนด์ได้ประสานงานกับพรรคการเมืองในไอร์แลนด์เหนือเพื่อแก้ไขความขัดแย้งหรือ เดอะทรับเบิลส์ นับตั้งแต่การลงนามในความตกลงวันศุกร์ประเสริฐเมื่อ ค.ศ. 1998 รัฐบาลไอร์แลนด์และฝ่ายบริหารไอร์แลนด์เหนือได้ร่วมมือกันในนโยบายหลายด้านภายใต้สภามนตรีเหนือ/ใต้ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามความตกลงดังกล่าว

หนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของยุโรปตั้งอยู่ที่ดับลิน ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มั่งคังที่สุดในโลกในแง่จีดีพีต่อหัว แต่สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์การเลี่ยงภาษีอัตราสูงของบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ที่ดำเนินการในไอร์แลนด์[12][13][14][15] ตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมา ธนาคารกลางแห่งไอร์แลนด์ได้ประกาศรายได้มวลรวมประชาชาติแปลงอัตรา (จีเอ็นไอ*) เนื่องจากเห็นว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานได้ผิดเพี้ยนอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าจะชี้วัดหรือเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจไอร์แลนด์ได้อย่างแม่นยำ[16][17] หลังจากที่เข้าร่วมประชาคมยุโรป รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ประกาศใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมซึ่งส่งผลให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่าง ค.ศ. 1995 ถึง ค.ศ. 2007 (ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ยุคเสือเคลต์") ก่อนที่จะมาพลิกผันในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่[18]

ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลกและมีผลการดำเนินงานที่ดีในตัวชี้วัดสมรรถนะระดับชาติหลายประการ ซึ่งรวมถึงบริการสุขภาพ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ และเสรีภาพทางสื่อ[19][20] ไอร์แลนด์เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปและเป็นสมาชิกก่อตั้งสภายุโรปและองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) รัฐบาลไอริชได้ปฏิบัติตามนโยบายความเป็นกลางทางทหารผ่านท่าทีไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุนี้ไอร์แลนด์จึงไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (เนโท)[21] ถึงแม้จะเป็นสมาชิกของแผนงานความเป็นหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (พีเอฟพี) และขอบเขตต่าง ๆ ภายในกรอบความร่วมมือโครงสร้างถาวร (เพสโก) ก็ตาม

ประเทศไอร์แลนด์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 31 เทศมณฑล ได้แก่

ไอร์แลนด์มีสามระดับการศึกษา คือระดับประถมศึกษา, มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ระบบการศึกษาเป็นส่วนใหญ่อยู่ภายใต้แนวทางของรัฐบาล โดยผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับประถมและมัธยมศึกษา ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักสูตรที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานที่มีอำนาจที่ได้กำหนดให้ เด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งมีช่วงอายุระหว่างหกและสิบห้าปี เด็กทุกคนที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับชั้นสามปีแรกของมัธยมศึกษา รวมทั้งต้องมีหนังสือรับรองการสอบที่มีชื่อว่าจูเนียร์ เซอร์ทิฟิเคท[22]