จักรพรรดิเถี่ยว จิ

จักรพรรดิเถี่ยว จิ

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

การนำทาง

มีส่วนร่วม

เครื่องมือ

พิมพ์/ส่งออก

ในโครงการอื่น

เถี่ยว จิ (เวียดนาม: Thiệu Trị, 紹治 ; 6 มิถุนายน ค.ศ. 1807 - 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1847) พงศาวดารไทยเรียก เทียวตรี[1][2] หรือพระนามาภิไธยเดิม เหงียน ฟุก เมียน ตง (Nguyễn Phúc Miên Tông, 阮福綿宗) พงศาวดารไทยเรียก เตืองคันชือมินตง[1] เป็นจักรพรรดิเวียดนามแห่งราชวงศ์เหงียนพระองค์ที่ 3 ทรงครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1841 จนเสด็จสวรรคตในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1847[3]

จักรพรรดิเถี่ยว จิ มีพระนามเดิมว่า เหงียน ฟุก เมียน ตง (Nguyễn Phúc Miên Tông, 阮福綿宗) ประสูติเมื่อ ค.ศ. 1807 เป็นพระราชโอรสองค์โตของเหงียน ฟุก ด๋าม (Nguyễn Phúc Đảm, 阮福膽) ที่ประสูติแต่โห่ ถิ ฮวา (Hồ Thị Hoa, 胡氏華) หลังจากที่เจ้าชายเหงียนฟุกเมียงตงประสูติได้สิบสามวัน พระนางโห่ถิฮวาพระมารดาประชวรสิ้นพระชนม์ เจ้าชายเหงียนฟุกด๋ามพระราชบิดาขึ้นครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดิมิญ หมั่ง ใน ค.ศ. 1820

ใน ค.ศ. 1830 เหงียน ฟุก เมียน ตงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าชายเจื่องคั๊ญกง (Trường Khánh Công, 長慶公) เมื่อพระราชบิดาพระจักรพรรดิมิญหมั่งเสด็จสวรรคตเมื่อค.ศ. 1841 เจ้าชายเจื่องคั๊ญกงเหงียนฟุกเมียนตงในฐานะที่ทรงเป็นพระโอรสองค์โตจึงขึ้นครองราชสมบัติต่อมา ขณะนั้นพระชนมายุ 34 ชันษา ประกาศใช้รัชศก "เถี่ยว จิ" (Thiệu Trị, 紹治) แปลว่า "การปกครองที่ต่อเนื่อง" (พงศาวดารไทยว่า พระเจ้าเวียดนามเทียวตรี)

พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงรับช่วงต่อสงครามอานามสยามยุทธมาจากรัชสมัยของพระราชบิดาพระจักรพรรดิมิญหมั่ง เวียดนามเข้าครอบครองอาณาจักรกัมพูชาไว้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1834 โดยตั้งนักองค์มี ขึ้นเป็นกษัตรีองค์มีเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดของราชสำนักเวียดนามในการปกครองกัมพูชา ผนวกกัมพูชาเข้าเป็นมณฑลหนึ่งของเวียดนามมีชื่อว่า เจิ๊นเต็ย (Trấn Tây, 鎮西) และมีเจืองมิญสาง (Trương Minh Giảng, 張明講) หรือที่รู้จักในพงศาวดารไทยว่า องเตียนกุน เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระจักรพรรดิมีอำนาจเหนือกัมพูชา นโยบายการกลืนชาติของพระจักรพรรดิมิญหมั่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเขมร ชาวเขมรถูกบังคับให้นับถือลัทธิขงจื้อและแต่งกายแบบเวียดนาม ในค.ศ. 1841 พระจักรพรรดิมิญหมั่งทรงปลดกษัตรีองค์มีออกจากราชบัลลังก์เขมร ทำให้อาณาจักรเขมรปราศจากเจ้าปกครอง บรรดาขุนนางเขมรต่างตั้งตนเป็นอิสระ

หลังจากที่พระจักรพรรดิมิญหมั่งเสด็จสวรรคต ชาวกัมพูชาก่อการกบฎต่อต้านการปกครองของเวียดนาม สังหารข้าราชการชาวเวียดนามไปจำนวนมาก องเตียนกุนเจืองมิญสางจึงพยายามที่จะแก้ไขปัญหาโดยการนำกษัตรีองค์มีกลับมาครองกัมพูชาอีกครั้ง แต่ทว่าไม่ทันการฝ่ายกองทัพและฝ่ายการปกครองของเวียดนามไม่อาจตั้งอยู่ในกัมพูชาได้อีกต่อไป ในค.ศ. 1841 เจืองมิญสางจึงนำกองทัพเวียดนามพร้อมทั้งนักองค์มีล่าถอยกลับมายังเมืองโจฏก หรือ เจิวด๊ก (Châu Đốc) ในเวียดนามภาคใต้ เจืองมิญสางเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ไม่อาจรักษากัมพูชาไว้ได้ จึงกระทำการอัตวินิบาตกรรมดื่มยาพิษเสียชีวิตไปในที่สุด ในโอกาสนี้ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพฝ่ายสยามเข้าครองนครอุดงมีชัยและนครพนมเปญได้อย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงเป็นแม่ทัพเรือนำทัพเรือสยามเข้าโจมตีเมืองบันทายมาศ และโปรดฯให้เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) พร้อมทั้งนักองค์ด้วงนำทัพบกยกไปทางเมืองโจฏก พระจักรพรรดิเถี่ยวจิมีพระราชโองการให้ เหงียนจิเฟือง (Nguyễn Tri Phương, 阮知方) ยกทัพจากเมืองไซ่ง่อนเข้าช่วยเหลือและป้องกันเองบันทายมาศจากการโจมตีของทัพเรือสยาม ฝ่ายทัพเรือสยามเมื่อทราบว่าฝ่ายเวียดนามกำลังจะยกทัพใหญ่มาช่วยเมืองบันทายมาศ และลมมรสุมไม่เอื้ออำนวย จึงยกทัพเรือถอยออกจากเมืองบันทายมาศ[4] เหงียนจิเฟืองเมื่อเห็นว่าทัพเรือสยามยกกลับไปแล้ว จึงยกทัพเข้าโจมตีทัพสยามของเจ้าพระยายมราชและนักองค์ด้วงที่เมืองโจฏกแตกพ่ายไป

ในค.ศ. 1845 กองทัพฝ่ายเวียดนามยกทัพมายึดเมืองพนมเปญจากสยามกลับไปได้สำเร็จอีกครั้ง และยกทัพเข้ารุกรานเมืองอุดงมีชัย แต่ยังไม่ทันที่กองทัพจะถึงเมืองอุดง เจ้าพระยาบดินทรเดชานำทัพสยามเข้าโจมตีทัพเวียดนามอย่างไม่ทันรู้ตัวจนแตกพ่ายไป[5] ฝ่ายเวียดนามจึงตั้งมั่นอยู่ที่นครพนมเปญ เมื่อสงครามระหว่างเวียดนามและสยามดำเนินมาเป็นเวลาสิบกว่าปีอย่างไม่ประสบผล ทั้งฝ่ายต่างคุมเชิงกันไม่สามารถเอาชนะซึ่งกันและกันได้ สูญเสียกำลังคนและทรัพยากร การเจรจาจึงเริ่มขึ้นด้วยการราชสำนักเวียดนามมีพระราชสาสน์ไปถึงนักองค์ด้วงว่า หากยอมสวามิภักดิ์ต่อเมืองเว้จะมอบเชื้อพระวงศ์เขมรที่เคยถูกจับไปเป็นองค์ประกันที่เมืองเว้กลับคืนให่แก่นักองค์ด้วง[6] ทางฝ่ายสยามส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรียังเมืองเว้ในค.ศ. 1846 แม้ว่าทางราชสำนักเวียดนามจะต้อนรับทูตสยามอย่างเย็นชาและพระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงไม่ตรัสปราศรัยกับคณะทูตสยามแต่ประการใดเลยก็ตาม[7]

พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงยืดถือหลักการลัทธิขงจื้อให้เป็นศาสนาประจำชาติเวียดนาม เฉกเช่นเดียวกับพระจักรพรรดิมิญหมั่งพระราชชนก นับตั้งแต่รัชสมัยของพระจักรพรรดิมิญหมั่ง มิชชันนารีชาวตะวันตกได้เข้ามาเผยแพร่หลักคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ราชสำนักเวียดนามมองว่าศาสนาคริสต์เป็นลัทธินอกรีต พระจักรพรรดิมิญหมั่งทรงมีพระราชโองการห้ามมิให้มิชชันนารีชาวตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตั้งแต่ค.ศ. 1825 แต่ทว่าพระราชโองการนั้นถูกบังคับใช้อย่างไม่เต็มที่และยังคงมีมิชชันนารีชาวตะวันตกเข้ามาในเวียดนามอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงปลายรัชสมัยมิญหมั่งจึงมีการกดขี่เข่มเหงประหารชาวคริสเตียนจำนวนมาก การประทุษร้ายชาวคริสเตียนในเวียดนามทั้งชาวตะวันตกและชาวเวียดนามนั้น เปิดโอกาสให้มหาอำนาจตะวันตกคือฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดดินแดนเวียดนาม มิชชันนารีดอมีนิก เลอแฟบฟวร์ (Dominique Lefèbvre) ได้ลักลอบเดินทางเข้ามายังอาณาจักรดั่ยเหวียดเพื่อเผยแพร่ศาสนาในค.ศ. 1838 รัชกาลพระเจ้ามิญหมั่ง

ในค.ศ. 1843 ฝรั่งเศสได้นำเรือรบชื่อว่า เอรวน (Héroine) มาปิดล้องเมืองท่าดานัง หรือที่ฝรั่งเศสเรียกว่าตูราน (Tourane) เพื่อกดดันให้ราชสำนักเวียดนามปล่อยตัวมิชชันนารีห้าคนซึ่งถูกจองจำไว้ในเมืองเว้ ทางราชสำนักเวียดนามจึงยอมปล่อยตัวมิชชันนารีทั้งห้าคนโดยดี[8][9] ในค.ศ. 1845 มิชชันนารี ดอมีนิก เลอแฟบฟวร์ ถูกจับตัวได้และได้รับการตัดสินโทษประหารชีวิต ทางการฝรั่งเศสจึงร้องขอต่อราชสำนักเมืองเว้ ผ่านทางเรือรบของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า ยูเอสเอส คอนสติทิวชั่น (USS Constitution) ซึ่งนำโดยกัปตันจอห์น เพอร์ซิวัล (John Percival) การเจรจาของนายจอห์นเพอร์ซิวัลกับราชสำนักเวียดนามในการปล่อยตัวมิชชันนารีไม่เป็นผล ประกอบกับการที่สหราชอาณาจักรเพิ่งจะได้รับชัยชนะเหนือจักรวรรดิจีนราชวงศ์ชิงในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง รัฐบาลฝรั่งเศสเกรงว่าสหราชอาณาจักรจะแผ่ขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกแต่เพียงผู้เดียว จึงส่งแม่ทัพเรือ ฌ็อง- บาติสต์ เซซีย์ (Jean-Baptiste Cécille) นำทัพเรือฝรั่งเศสเข้ามาในทะเลจีนใต้เพื่อจัดการเรื่องจีนและเวียดนาม ราชสำนักเมืองเว้ยินยอมปล่อยตัวมิชชันนารีเลอแฟบฟวร์แต่โดยดี

แต่ทว่ามิชชันนารีเลอแฟบฟวร์ได้ลักลอบเดินทางเข้าไปในเวียดนามอีกครั้งในค.ศ. 1847 และถูกจับได้พร้อมกับมิชชันนารีอีคนหนึ่งชื่อว่าดูโกล (Duclos) ฝ่ายแม่ทัพฝรั่งเศสเซซีย์เมื่อทราบว่ามิชชันนารีเลอแฟบฟวร์ถูกทางการเวียดนามจับกุมตัวอีกครั้ง จึงนำเรือรบสองลำชื่อว่า กลัวร์ (Gloire) และ วิกโตรืส (Victorieuse) เข้าปิดล้อมเมืองท่าดานังในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1847 เพื่อกดดันให้ทางการเวียดนามปล่อยตัวมิชชันนารีทั้งสองคน และเรียกร้องให้พระจักรพรรดิเถี่ยวจิพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนาให้แก่ชาวคริสเตียนในเวียดนาม แต่ทว่าราชสำนักเวียดนามปฏิเสธการเจรจาใดๆ และส่งเรือรบเวียดนามหกลำเข้าโจมตีเรือกลัวร์และวิกโตรืส เรือทั้งสองฝรั่งเศสจึงตอบโต้ด้วยการยิงปืนใหญ่เข้าทำลายเรือรบของเวียดนามไปสี่ลำ และสังหารทหารเวียดนามไปประมาณหนึ่งพันสองร้อยคน เมื่อเสร็จสิ้นการโจมตีแล้วแม่ทัพเซซีย์ได้นำเรืองฝรั่งเศสทั้งสองออกไปจากดานังทันที เมื่อประสบกับความพ่ายแพ้ราชสำนักเวียดนามจึงยินยอมปล่อยตัวมิชชันนารีทั้งสองแต่โดยดี

พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงประกาศว่ามิชชันนารีทั้งหมดเป็นสายลับของศัตรูและมีรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้นับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมดในทันที แต่เสนาอำมาตย์ก็ไม่ได้ทำตามพระราชโองการ และพระองค์ก็สวรรคตในเวลาไม่นาน ไม่มีมิชชันนารีคนใดถูกประหารในรัชสมัยของพระองค์[10] การต่อสู้ปะทะกันระหว่างราชสำนักเวียดนามและราชสำนักฝรั่งเศสในค.ศ. 1847 เป็นครั้งแรก และจะยังมีความขัดแย้งอีกในอนาคตเนื่องจากราชสำนักเวียดนามยังคงยึดมั่นในนโยบายการข่มเหงชาวคริสเตียน จนนำไปสู่การสูญเสียดินแดนและการสูญเสียเอกราชของประเทศเวียดนามในที่สุด

ในค.ศ. 1846 พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงแต่งตั้งให้นักองค์ด้วงเป็น กาวเมียนโกว๊กเวือง (Cao Miên Quốc vương , 高棉國王) หรือ "กษัตริย์แห่งเขมร" พร้อมทั้งพระราชทานตราตั้งและเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประกอบยศต่างๆ[11] ในฐานะเจ้าประเทศราชของอาณาจักรดั่ยเหวิยด ส่งบรรณาการให้แก่ทั้งราชสำนักเวียดนามเมืองเว้และฝ่ายสยามกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการสิ้นสุดความขัดแย้งเหนืออาณาจักรกัมพูชาระหว่างเวียดนามและสยามที่ยืดเยื้อกินเวลามากกว่าสิบปี

ในรัชกาลของพระจักรพรรดิเถี่ยวจินั้นไม่มีการแต่งตั้งท้ายตื๋อ หรือ เจ้าชายรัชทายาท ตามหลักการของลัทธิขงจื้อ ซึ่งให้ความสำคัญแก่บุตรชายคนโตมากที่สุด ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่า พระโอรสองค์โตของจักรพรรดิเถี่ยวจิคือ เจ้าชายอันเฟิงกง (An Phong công, 安豐公) เหงียนฟุกห่งบ๋าว (Nguyễn Phúc Hồng Bảo, 阮福洪保) จะได้ครองราชสมบัติต่อจากพระชนกาธิราช แต่ทว่าหลังจากที่พระจักรพรรดิเถี่ยวจิเสด็จสวรรคตเมื่อค.ศ. 1847 นั้น เมื่อเปิดพระราชโองการออกดูปรากฏว่า พระจักรพรรดิเถี่ยวจิทรงยกราชสมบัติให้แก่พระโอรสองค์รองคือ เจ้าชายฟุกตวีกง (Phúc Tuy công, 福隆公) เหงียนฟุกห่งเหญิ่ม (Nguyễn Phúc Hồng Nhậm, 阮福洪任) จักรพรรดิเถี่ยวจิโปรดพระโอรสองค์รองเจ้าชายฟุกตวีกงเหงียนฟุกห่งเหญิ่มมากกว่า เนื่องเจ้าชายเหงียนฟุกห่งเหญิ่มทรงมีนโยบายต่อต้านการขยายอำนาจของชาติตะวันตก[12] เจ้าชายเหงียนฟุกห่งเหญิ่มจึงขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระจักรพรรดิเถี่ยวจิ เป็น พระจักรพรรดิตึ ดึ๊ก (Tự Đức, 嗣德)

พระจักรพรรดิเถี่ยวจิเสด็จสวรรคตเมื่อค.ศ. 1847 พระชนมายุได้ 46 ชันษา ทรงได้รับพระนามที่ศาลบรรพกษัตริย์ว่า พระจักรพรรดิเฮี้ยนโต๋ (Hiến Tổ, 憲祖) พระสุสานพระนามว่า เซืองลัง (Xương Lăng, 昌陵)

เหรียญที่ใช้ในรัชสมัยของพระองค์