สงครามกลางเมืองรัสเซีย

สงครามกลางเมืองรัสเซีย

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

บอลเชวิค:

สาธารณรัฐรัสเซีย สาธารณรัฐรัสเซีย[a]
(1917)

White Guard:

ทางการท้องถิ่น:

สนับสนุนโดย:

Soviet Red Army Hammer and Plough.svg Red Army:
5,498,000 (peak)[4][l]

Volunteer Army Insignia.svg White Army:
1,023,000 (peak)[m]

สนับสนุนโดย:

~1,500,000
[ต้องการอ้างอิง]

~1,500,000
[ต้องการอ้างอิง]

โปแลนด์ ~400,000

ยูเครน ~125,000

ฟินแลนด์ ~5,000

เอสโตเนีย 3,888 killed
ลัตเวีย 3,046 killed
สวีเดน 55 killed

7,000,000–12,000,000 total casualties, including
civilians and non-combatants

สงครามกลางเมืองรัสเซีย (รัสเซีย: Гражда́нская война́ в Росси́и, อักษรโรมัน: Grazhdanskaya voyna v Rossiyi)[9] เป็นสงครามกลางเมืองหลายฝ่ายในอดีตจักรวรรดิรัสเซียที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันภายหลังจากการปฏิวัติสองครั้งในปี ค.ศ. 1914 เนื่องจากหลายฝ่ายต่างแก่งแย่งกันในการกำหนดอนาคตทางการเมืองของรัสเซีย กลุ่มทหารสู้รบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอยู่สองกลุ่มคือ กองทัพแดง ที่ต่อสู้เพื่อลัทธิสังคมนิยมตามแบบของบอลเชวิกที่นำโดยวลาดีมีร์ เลนิน และกองทัพพันธมิตรที่ดูหละหลวม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันคือ กองทัพขาว ซึ่งได้รวมถึงผลประโยชน์ที่หลากหลาย ซึ่งได้ให้การสนับสนุนทางการเมืองจากฝ่ายนิยมกษัตริย์ ฝ่ายทุนนิยม และฝ่ายประชาธิปไตยสังคมนิยม โดยแต่ละกลุ่มก็จะมีทั้งรูปแบบประชาธิปไตยและต่อต้านประชาธิปไตย นอกจากนี้นักสู้ฝ่ายสังคมนิยมที่เป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ มักโนเวีย(Makhnovia) ที่เป็นฝ่ายอนาธิปไตย และนักปฏิวัติสังคมนิยมฝ่ายซ้าย(Left SRs) รวมทั้งกองทัพเขียวที่ไม่มีอุดมการณ์ ที่ต่อสู้รบกับทั้งฝ่ายแดงและฝ่ายขาว[10] นานาชาติทั้งสิบสามชาติได้เข้าแทรกแซงกองทัพแเดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอดีตกองทัพทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจากสงครามโลก โดยมีเป้าหมายในการจัดตั้งแนวรบด้านตะวันออกขึ้นมาใหม่ สามชาติของฝ่ายมหาอำนาจกลางก็ได้เข้ามาแทรกแซงเช่นกันโดยมีเป้าหมายหลักในการรักษาดินแดนที่พวกเขาได้รับในสนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์

ภายหลังการปฏิวัติ บอลเชวิกได้ทำการกวาดล้างทั่วทั้งรัสเซียจนแทบจะไร้การต่อต้าน สาธารณรัฐได้ล่มสลาย ภายหลังจากโซเวียตได้มีอำนาจทางการเมืองทั้งหมด โดยเหลือเพียงการต่อต้านที่ไม่มั่นคงต่อฝ่ายแดง ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918 กองทหารชาวเช็กในรัสเซียได้ก่อกบฏในไซบีเรีย ด้วยการตอบสนองต่อสิ่งนี้ ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เริ่มเข้าแทรกแซงในรัสเซียตอนเหนือและไซบีเรีย สิ่งนี้ ได้รวมกับการก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของรัสเซียทั้งหมดทำให้ลดทอนของบอลเชวิกในส่วนใหญ่ของรัสเซียยุโรปและบางส่วนของเอเชียกลาง ในเดือนพฤศจิกายน Alexander Kolchak ได้ทำการก่อรัฐประหารเพื่อเข้าควบคุมรัฐรัสเซีย โดยได้ก่อตั้งรัฐบาลเผด็จการทหารโดยพฤตินัย

กองทัพขาวได้เปิดฉากเข้าโจมตีหลายครั้งจากทางตะวันออกในเดือนมีนาคม ทางใต้ในเดือนกรกฎาคม และตะวันตกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1919 การรุกเหล่านี้ได้ถูกตรวจสอบในภายหลังกับหน่วยการรุกตอบโต้กลับในแนวรบด้านตะวันออก การรุกตอบโต้กลับแนวรบทางใต้ และความพ่ายแพ้ของกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือ ขบวนการขาวยังประสบความสูญเสียมากขึ้น เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้ล่าถอยออกจากรัสเซียทางเหนือและทางใต้ ด้วยฐานทัพหลักของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียที่ปลอดภัย โซเวียตจึงได้ทำการตอบโต้กลับได้

ในที่สุด กองทัพภายใต้การนำของ Kolchak ได้ถูกบังคับให้ล่าถอยไปทางตะวันออก กองทัพโซเวียตได้รุกคืบไปทางตะวันออก แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับการต่อต้านในชิตา ยาคุต และมองโกเลีย ไม่นาน กองทัพแดงก็ได้ทำการแบ่งแยกกองกำลังออกเป็นสองกลุ่มคือ กองทัพดอน และกองทัพอาสาสมัคร ได้บังคับให้ทำการอพยพใน Novorossiysk ในเดือนมีนาคม และไครเมียในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1920 ฝ่ายต่อต้านขาวได้แตกแยกกระจัดกระจายเป็นเวลาสองปีจนกระทั่งการล่มสลายลงของกองทัพขาวในยาคุต ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1923 แต่ยังคงดำเนินต่อไปในเอเชียกลางและดินแดนฮาบารอฟสค์ (Khabarovsk Krai) ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 7 ถึง 12 ล้านคนในช่วงสงคราม ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน:287

การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชหลายครั้ง ได้เกิดขึ้นในภายหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซียและได้ต่อสู้รบในสงคราม หลายส่วนของอดีตจักรวรรดิรัสเซีย - ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ ได้ทำการก่อตั้งขึ้นเป็นรัฐเอกราช ซึ่งพวกเขาต่างได้ทำสงครามกลางเมืองและสงครามเพื่ออิสรภาพของพวกเขาเอง ส่วนที่เหลือของอดีตจักรวรรดิรัสเซียได้ถูกรวบรวมกลายมาเป็นสหภาพโซเวียตหลังจากนั้นได้ไม่นาน[11]