ลอนดอน

ลอนดอน

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

ลอนดอน (อังกฤษ: London, เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈlʌndən/ ( ฟังเสียง) ลันเดิน) หรือกรุงลอนดอน หรือนครลอนดอน เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นอังกฤษ และสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นอังกฤษ นอกจากนี้ลอนดอนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป และเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป (ปัจจุบันคือกรุงปารีสของฝรั่งเศส เนื่องจากสหราชอาณาจักรได้ออกจากสหภาพยุโรป) และ ยังเป็นเมืองที่มีศูนย์กลางทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก [7]

ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของโลก เป็นผู้นำด้านการเงิน[8] การเมือง การสื่อสาร การบันเทิง แฟชั่น และศิลปะ ในอดีตเป็นเมืองหลวงของโลก เป็นเมืองที่เจริญที่สุดในโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นเมืองที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก ถือกันว่าเป็นเมืองสากลหลักของโลก จีดีพีของลอนดอน คิดเป็นร้อยละ 19.5 ของสหราชอาณาจักร ลอนดอนมีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน (ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2549) และประมาณ 12 - 14 ล้านคนถ้ารวมนครหลวงลอนดอนและปริมณฑล ลอนดอนเป็นเมืองที่ประกอบด้วยหลายชนชาติอย่างมาก ประชากรมีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และภาษา ซึ่งประมาณว่ามีมากกว่า 300 ภาษา[9] เราเรียกชาวลอนดอนว่า ลอนดอนเนอร์ (อังกฤษ: Londoner) นอกจากนี้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในระดับนานาชาติ และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของทวีปยุโรป โดยสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในลอนดอน คือ ท่าอากาศยานนานาชาติฮีทโธรว์ คำขวัญภาษาละตินของนครลอนดอน คือ “Domine dirige nos” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “พระเจ้าทรงนำทางพวกเรา

ชื่อ ลอนดอน นักประวัติศาสตร์คาดว่าน่าจะมาจากชื่อกรุงลอนดอนในสมัยโรมันว่า ลอนดีนิอุม (ละติน: Londinium) ซึ่งเป็นภาษาละติน และเพี้ยนมาเป็นชื่อ "ลอนดอน" ในภายหลัง ถึงแม้ว่าชาวโรมันจะพิชิตอังกฤษได้ก็ตาม ลอนดิเนียมแห่งนี้อยู่เพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ในปี ค.ศ. 61 ชาวเผ่าไอซินี นำโดยราชินีโบดิก้า บุกเข้ายึดลอนดึเนียม เผาทั้งเมือง และเข่นฆ่าชาวโรมันอย่างเหี้ยมโหด[10] แต่ในเวลาถัดมา ชาวโรมันสามารถยึดเมืองกลับคืนมาได้ และชนะการรบกับราชินีโบดิก้า ในราวศตวรรษที่ 2 ลอนดิเนียมรุ่งเรืองถึงขีดสุด และลอนดอนโรมันมีประชากรประมาณ 60,000 คน

ลอนดอนประสบอัคคีภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666) ส่งผลให้ผู้คนเชื่อว่าเลข 666 เป็นเลขแห่งความโชคร้าย การสร้างเมืองใหม่ใช้เวลาถึง 10 ปีด้วยกัน แต่ลอนดอนยังคงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2560 กรุงลอนดอนนอกจากประสบกับเหตุก่อการร้ายยังประสบอัคคีภัย มีคนเสียชีวิต รวม 20 ราย หากรวมผู้ก่อการร้ายด้วยจะเป็น 24ราย

สำหรับฤดูกาลโดยทั่วไปของอังกฤษ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมือง 4 ฤดูในหนึ่งวันอีกด้วย นั่นก็เพราะในบางวันที่ลอนดอนจะมีทั้งแดดออก ฝนตก หนาวเย็นและอบอุ่นสลับกันไป ซึ่งอากาศในช่วงกลางวันจะอบอุ่นกว่าค่าเฉลี่ยได้ 5-10 องศา และอากาศในตอนกลางคืนจะหนาวเย็นกว่าได้ประมาณ 5 องศา

1.ฤดูใบไม้ผลิ

ฤดูใบไม้ผลิ เป็นฤดูที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงได้บ่อยที่สุด อาจมีทั้งอากาศอบอุ่น แสงแดดจัด หนาวเย็นและฝนตกสลับกันไป หรือสภาพอากาศเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในวันเดียวกันซึ่งทั้งนี้ช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะอยู่ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

2. ฤดูร้อน

ฤดูร้อน สภาพอากาศจะมีความอบอุ่นเป็นส่วนใหญ่ และมีแสงแดดส่องตลอดวัน โดยช่วงฤดูร้อนก็จะอยู่ในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม และยังเป็นช่วงที่กลางวันยาวนานมาก บางช่วง 2 ทุ่มกว่าแล้วเพิ่งจะเริ่มมืด โดย

3. ฤดูใบไม้ร่วง

ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีและร่วงหล่นลงมามากกว่าปกติ แต่ก็ให้ความสวยงามและบรรยากาศที่น่าเที่ยวไม่น้อย โดยช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะอยู่ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน โดย

4. ฤดูหนาว

ฤดูหนาวเป็นฤดูที่มีหิมะตก เหมาะกับการท่องเที่ยวสำหรับคนที่อยากสัมผัสกับหิมะเป็นที่สุด แต่จะมีหิมะตกบางพื้นที่เท่านั้น และกลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวันอีกด้วย หรือกล่าวง่ายๆก็คือช่วงนี้จะมืดเร็วกว่าปกตินั่นเอง บางช่วงยังไม่ 5 โมงเย็นท้องฟ้าจะเริ่มมืดแล้ว ซึ่งช่วงฤดูหนาวก็จะอยู่ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมาพันธ์ โดย

เครดิต: ตะลอนเที่ยวดอตคอม

ลอนดอนถูกจัดอับดับโดย Mastercard Worldwide (มาสเตอร์การ์ด เวิรลด์ไวด์) ว่าเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ อันดับหนึ่งของโลก [11] ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางของการอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งกิจกรรมธนาคารและการประกันภัยด้วย การอุตสาหกรรมในลอนดอนมีความหลากหลายตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ไม่มีฝีมือจนถึงช่างฝีมือ รวมทั้งอุตสาหกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในร้านค้าต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1747 อาชีพของคนในลอนดอน ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีถึง 215 อาชีพ และเพิ่มขึ้นเป็น 492 อาชีพในปี ค.ศ. 1792 ในปี ค.ศ. 1700 ร้อยละ 20 ของประชากรในอังกฤษที่อาศัยอยู่ในเมือง 2 ใน 3 ของประชากรเมืองเหล่านี้อาศัยอยู่ในลอนดอน การขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศได้ส่งผลให้กิจการธนาคารในลอนดอนได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลอนดอนเป็นที่ตั้งของธนาคารทั้งในและต่างประเทศ ตลาดหุ้น กิจการการประกันภัย ฯลฯ การเจริญเติบโตดังกล่าวมีผลต่อพัฒนาการของการใช้นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งอังกฤษได้หันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (liberalism) แทนที่นโยบายพาณิชย์นิยม (mercantilism).

สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชือ่เสียงมากในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้แก่ พระราชวังบักกิงแฮม หอนาฬิกาบิ๊กเบน สะพานลอนดอน ซึ่งเป็นที่คุ้นหูนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเนิ่นนาน

อัมสเตอร์ดัม·เนเธอร์แลนด์
อันดอร์ราลาเวยา·อันดอร์รา
บรัสเซลส์·เบลเยียม
ดักลาส·ไอล์ออฟแมน (สหราชอาณาจักร)
ดับลิน·ไอร์แลนด์
ลอนดอน·สหราชอาณาจักร
ปารีส·ฝรั่งเศส
เซนต์เฮลิเยอร์·เจอร์ซีย์ (สหราชอาณาจักร)
เซนต์ปีเตอร์พอร์ต·เกิร์นซีย์ (สหราชอาณาจักร)

โคเปนเฮเกน·เดนมาร์ก
ทอร์เชาน์·หมู่เกาะแฟโร (เดนมาร์ก)
เฮลซิงกิ·ฟินแลนด์
มารีเอฮัมน์·หมู่เกาะโอลันด์ (ฟินแลนด์)
ออสโล·นอร์เวย์
เรคยาวิก·ไอซ์แลนด์
รีกา·ลัตเวีย
สต็อกโฮล์ม·สวีเดน
ลองเยียร์เบียน·สฟาลบาร์ด (นอร์เวย์)
ทาลลินน์·เอสโตเนีย
วิลนีอัส·ลิทัวเนีย

เบอร์ลิน·เยอรมนี
แบร์น·สวิตเซอร์แลนด์
บราติสลาวา·สโลวาเกีย
บูคาเรสต์·โรมาเนีย
บูดาเปสต์·ฮังการี
ลูบลิยานา·สโลวีเนีย
ลักเซมเบิร์ก·ลักเซมเบิร์ก
ปราก·เช็กเกีย
วาดุซ·ลีชเทินชไตน์
เวียนนา·ออสเตรีย
วอร์ซอ·โปแลนด์

เอเธนส์·กรีซ
เบลเกรด·เซอร์เบีย
ลิสบอน·โปรตุเกส
มาดริด·สเปน
โมนาโก·โมนาโก
พอดกอรีตซา·มอนเตเนโกร
พริสตีนา·คอซอวอ
โรม·อิตาลี
ซานมารีโน·ซานมารีโน
ซาราเยโว·บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
สกอเปีย·มาซิโดเนียเหนือ
โซเฟีย·บัลแกเรีย
ติรานา·แอลเบเนีย
วัลเลตตา·มอลตา
นครรัฐวาติกัน·นครรัฐวาติกัน
ซาเกร็บ·โครเอเชีย

คีชีเนา·มอลโดวา
เคียฟ·ยูเครน
มินสค์·เบลารุส
มอสโก·รัสเซีย
ทบิลีซี·จอร์เจีย

.
Harrods