รัฐแคลิฟอร์เนีย

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

แคลิฟอร์เนีย (อังกฤษ: California, เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /kælɨˈfɔrnjə/, แคลึฟอรฺนยะ) เป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีผู้อยู่อาศัย 39.5 ล้านคน พื้นที่ประมาณ 163,696 ตารางไมล์ (423,970 ตารางกิโลเมตร) ทำให้เป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดและมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของสหรัฐ นอกจากนี้ ยังเป็นหน่วยการปกครองย่อยของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 34 ของโลก เมืองหลวงของรัฐ คือ แซคราเมนโต นครที่มีประชากรมากที่สุดในรัฐ คือ ลอสแอนเจลิส ซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากนครนิวยอร์ก เขตมหานครลอสแอนเจลิสและเขตพื้นที่รอบอ่าวซานฟรานซิสโกเป็นเขตเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 และ 5 ของประเทศ โดยมีผู้อยู่อาศัยจำนวน 18.7 ล้านคน และ 9.7 ล้านคน ตามลำดับ[12] รัฐแคลิฟอร์เนียยังมีเทศมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ ซึ่งก็คือ เทศมณฑลลอสแอนเจลิส และเทศมณฑลที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศ ซึ่งก็คือ เทศมณฑลแซนเบอร์นาร์ดีโน ในด้านความหนาแน่นของประชากร นครและเทศมณฑลซานฟรานซิสโกเป็นทั้งนครที่มีความหนาแน่นเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจากนครนิวยอร์ก และเป็นทั้งเทศมณฑลที่มีความหนาแน่นเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ เป็นรองเพียง 4 เทศมณฑลจากทั้งหมด 5 เทศมณฑลของนครนิวยอร์ก

แคลิฟอร์เนียมีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับรัฐออริกอน ทิศตะวันออกติดกับรัฐเนวาดากับรัฐแอริโซนา และทิศใต้ติดกับรัฐบาฮากาลิฟอร์เนียของประเทศเม็กซิโก แคลิฟอร์เนียมีสภาพภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ชายฝั่งแปซิฟิกทางตะวันตก ไปจนถึงเทือกเขาเซียร์ราเนวาดาทางตะวันออก และจากป่าสนเรดวู้ดและป่าสนดักลาสทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไปจนถึงทะเลทรายโมฮาวีทางตะวันออกเฉียงใต้ แคลิฟอร์เนียมีเซ็นทรัลแวลลี (Central Valley) เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลักซึ่งกินพื้นที่ทางตอนกลางของรัฐ แม้ว่าแคลิฟอร์เนียจะเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่อบอุ่นและสภาพอากาศตามฤดูกาลของมรสุม แต่พื้นที่ขนาดใหญ่ของรัฐส่งผลให้สภาพอากาศมีความแตกต่าง ตั้งแต่ป่าไม่ผลัดใบเขตอบอุ่นทางตอนเหนือ ไปจนถึงทะเลทรายที่แห้งแล้งทางตอนในของรัฐ ตลอดจนภูมิอากาศแบบอัลไพน์ที่เต็มไปด้วยหิมะในเขตภูเขา เมื่อเวลาผ่านไป ภัยแล้งและไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ทำให้มีการเพิ่มความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำของแคลิฟอร์เนียมากยิ่งขึ้น[13][14]

ทีแรกพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียปัจจุบันมีชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนมีการสำรวจของชาวยุโรปจำนวนหนึ่งระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16และ 17 ต่อมาจักรวรรดิสเปนอ้างสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของอัลตาแคลิฟอร์เนียในอาณานิคมนิวสเปน พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโกใน ค.ศ. 1821 หลังสงครามประกาศเอกราชเม็กซิโกสัมฤทธิ์ผล ต่อมารัฐแคลิฟอร์เนียถูกยกให้สหรัฐอเมริกาโดยเม็กซิโก ในปี ค.ศ. 1848 หลังจากที่เม็กซิโกแพ้สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ต่อมามีการจัดระเบียบส่วนตะวันตกของอัลตาแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแคลิฟอร์เนีย และเข้าเป็นรัฐที่ 31 เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1850 การตื่นทองที่แคลิฟอร์เนียซึ่งเริ่มใน ค.ศ. 1848 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรศาสตร์อย่างสำคัญ โดยมีการเข้าเมืองขนานใหญ่จากทิศตะวันออกและต่างประเทศโดยมีการเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจร่วมด้วย

แคลิฟอร์เนียรัฐเดียวผลิตผลิตภัณฑ์มวลรวมจำนวนถึง 14% ของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด และยังเป็นรัฐที่ผลิตได้มากเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าลองมองแคลิฟอร์เนียแยกเป็นประเทศอิสระ จะเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ถัดจากประเทศฝรั่งเศส ภาคเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วยอวกาศยาน และธุรกิจบันเทิง และธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตในย่านซิลิคอนแวลลีย์

หากเป็นประเทศ รัฐแคลิฟอร์เนียจะมีเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก และมีประชากรมากที่สุดอันดับที่ 35 ของโลก ถือเป็นผู้นำกระแสโลกทั้งด้านวัฒนธรรมสมัยนิยมและการเมือง และเป็นถิ่นกำเนิดของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ วัฒนธรรมสวนกลับฮิปปี้ อินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เป็นต้น ร้อยละ 58 ของเศรษฐกิจรัฐมีศูนย์กลางอยู่ที่บริการการเงิน ภาครัฐ บริการอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยีและบริการธุรกิจอาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคนิค พื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกมีรายได้ครัวเรือนมัชมิมสูงสุดของประเทศโดยเรียงตามพื้นที่มหานคร และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่มีรายได้สูงสุดของโลก 20 บริษัทจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ เชฟรอน แอปเปิลและแม็กเคสซัน แม้อุตสาหกรรมเกษตรสร้างรายได้คิดเป็นเพียงร้อยละ 1.5 ของรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ให้ผลผลิตสูงยิ่งกว่ารัฐอื่นใดของสหรัฐอเมริกา

สถานที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนมากรู้จักได้แก่

นอกจากนี้ ในส่วนของใจกลางเมืองลอสแอนเจลิส และ แซนแฟรนซิสโกยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมเช่นกัน