มาร์กาเรต แทตเชอร์

มาร์กาเรต แทตเชอร์

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

มาร์กาเรต ฮิลดา แทตเชอร์ (อังกฤษ: Margaret Thatcher) หรือยศขุนนางอังกฤษคือ บารอเนสแทตเชอร์ (ชื่อเดิม มาร์กาเรต ฮิลดา โรเบิตส์; 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 – 8 เมษายน ค.ศ. 2013) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตั้งแต่ ค.ศ. 1979 ถึง ค.ศ. 1990 และเป็นผู้นำพรรคอนุรักษนิยมตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ถึงปี ค.ศ. 1990 โดยเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ดำรงทั้งสองตำแหน่งพร้อมกันในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 ของสหราชอาณาจักร และอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สมัยของลอร์ดลิเวอร์พูล และเป็นสตรีคนแรกในจำนวนเพียงสามคนที่ได้ดำรงหนึ่งในสี่ตำแหน่งสำคัญของประเทศ นักข่าวโซเวียตขนานนามเธอว่า "หญิงเหล็ก" จากการดำเนินงานและลักษณะความเป็นผู้นำที่แน่วแน่ของเธอ และเธอยังได้ดำเนินนโยบายที่กลายเป็นที่เรียกกันว่า ลัทธิแทตเชอร์

แทตเชอร์จบการศึกษาสาขาเคมีที่วิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด และทำงานเป็นนักเคมีวิจัยช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะเป็นเนติบัณฑิต เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฟินช์ลีย์ในปี ค.ศ. 1959 เอ็ดเวิร์ด ฮีธ แต่งตั้งเธอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในรัฐบาลปี ค.ศ. 1970 - 1974 ในปี ค.ศ. 1975 เธอเอาชนะฮีธในการเลือกตั้งผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมเพื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านโดยเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองสำคัญในสหราชอาณาจักร

ในการเป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1979 แทตเชอร์ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจชุดหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อย้อนกลับอัตราเงินเฟ้อที่สูงและการดิ้นรนของสหราชอาณาจักรหลังจากฤดูหนาวแห่งความไม่พอใจและภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ปรัชญาการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของเธอเน้นย้ำถึงกฎระเบียบ(โดยเฉพาะภาคการเงิน) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการลดอำนาจและอิทธิพลของสหภาพแรงงาน ความนิยมของเธอในช่วงปีแรกๆ ในการดำรงตำแหน่งลดลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งชัยชนะในสงครามฟอล์กแลนด์ปี ค.ศ. 1982 และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวกลับมาได้รับการสนับสนุนอีกครั้ง ส่งผลให้เธอได้รับเลือกตั้งใหม่อย่างถล่มทลายในปี ค.ศ. 1983 เธอรอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหารโดยกองกำลังเฉพาะกาล ไออาร์เอในโรงแรมไบร์ทตันเมื่อ ค.ศ. 1984 และประสบความสำเร็จทางการเมืองกับชัยชนะเหนือสหภาพแรงงานเหมืองแร่ในการประท้วงค.ศ. 1984 - 1985 ของคนงานเหมือง

แทตเชอร์ได้รับเลือกตั้งใหม่เป็นสมัยที่สามอย่างถล่มทลายอีกครั้งในปี ค.ศ.1987 แต่การสนับสนุนภาษีรายหัวของเธอกลับไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และความคิดเห็นต่อประชาคมยุโรปที่เพิ่มมากขึ้นของเธอไม่ได้มีการพูดคุยกับคณะรัฐมนตรีของเธอ เธอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคในปี ค.ศ. 1990 หลังจากเกษียณตัวเองจากสภาผู้แทนราษฎรในปี ค.ศ. 1992 มาร์กาเรต แทตเชอร์ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางตลอดชีพเป็น 'บารอนเนสแทตเชอร์แห่งเมืองเคสตีเวน ในมณฑลลิงคอล์นไชร์' ซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสนั่งในสภาขุนนางของสหราชอาณาจักร บารอนเนสแทตเชอร์ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2013 ณ โรงแรมริทซ์ ลอนดอน ด้วยอาการอุดตันของเส้นเลือดสมอง

แทตเชอร์ยังถูกมองว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในการจัดอันดับนายกรัฐมนตรีอังกฤษในประวัติศาสตร์ การดำรงตำแหน่งของเธอก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายเสรีนิยมใหม่ในสหราชอาณาจักร โดยมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับมรดกอันซับซ้อนที่สืบเนื่องมาจากลัทธิแทตเชอรีมที่สืบสานมาจนถึงศตวรรษที่ 21

มาร์กาเรต ฮิลดา รอเบิตส์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1925 ณ เมืองแกรนแธม มณฑลลิงคอล์นเชอร์[2] บิดาของเธอชื่อว่า อัลเฟรด รอเบิตส์ จากมณฑลนอร์ทแธมตันเชอร์ แม่ของเธอชื่อว่า เบียทริซ อีเธล สตีเฟนสัน จากลิงคอร์นเชอร์[2][3] ตาทวดของเธอเกิดใน เคาตี เคอร์รี ประเทศไอร์แลนด์[4] เธอมีพี่สาว 1 คน คือ มูเรียล รอเบิตส์

รอเบิตส์ใช้ชีวิตวัยเด็กของเธอในเมืองแกรนแธมที่ซึ่งพ่อของเธอได้เปิดร้านขายของชำ ในปี ค.ศ. 1938 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวรอเบิตส์ได้ให้ที่หลบภัยกับสาวชาวยิวที่ได้หนีนาซีเยอรมนี

หลังจากนั้นพ่อของเธอได้เป็นฆราวาสนักเทศน์ในนิกายเมโทดิส[3] เขามาจากครอบครัวพรรคเสรีนิยม แต่ไม่ได้สังกัดพรรคใด ด้วยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองท้องถิ่นในสมัยนั้น และได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลังจากที่พรรคเสรีนิยมชนะเสียงข้างมากเป็นครั้งแรกในสภาเมืองแกรนแธมในปี ค.ศ. 1950 เขาเสียตำแหน่งผู้ว่าราชการไปในปี ค.ศ. 1952 มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการเลี้ยงดูแบบลัทธิเมโทดิสต์ที่เคร่งครัดศาสนา[5] เธอได้เข้าร่วมโบสถ์นิกายเมโทดิสต์ ฟิงก์คิน สตรีท แต่มาร์กาเร็ตไม่เชื่อมากนัก เนื่องจากความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวเธอ เธอยงเคยบอกกับเพื่อนว่าเธอไม่สามารถเชื่อในเทวดาได้ เมื่อคำนวณว่าพวกเขาต้องการกระดูกหน้าอกยาวหกฟุตเพื่อรองรับปีก[6]

มาร์กาเรต รอเบิตส์ได้รับการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาฮันติงทาวเวอร์ ก่อนจะได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อในโรงเรียนเด็กหญิงเคสตีเวนและแกรนแธม[2][3] ตามรายงานจากโรงเรียนของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอมีความขยันและปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง รอเบิตส์ได้เข้าร่วมกิจกรรมนอกหลักสูตร ได้แก่ เปียโน ฮ็อกกี้สนาม การแสดงบทกวี ว่ายน้ำและเดิน[3] เธอได้เป็นประธานนักเรียนในปี ค.ศ. 1942 - ค.ศ. 1943[7] นักเรียนคนอื่นคิดว่ารอเบิตส์เป็น "นักวิทยาศาสตร์ดาวเด่น" แม้ว่าคำแนะนำที่ผิดผลาดเกี่ยวกับการทำความสะอาดหมึกจากไม้ปาร์เก้-ของเธอเกือบจะทำให้เกิดพิษจากก๊าซคลอรีน ในขณะที่เธออยู่ชั้นม. 6 รอเบิตส์ได้ตัดสินใจยอมรับสำหรับทุนการศึกษาเพื่อศึกษาสาขาเคมีที่วิทยาลัยซอเมอร์วิลล์ เมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นวิทยาลัยสตรีโดยเริ่มในปี ค.ศ. 1944 หลังจากที่ผู้สมัครคนอื่นถอนตัว รอเบิร์ตก็ได้เข้า ออกซ์ฟอร์ด ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1943[3][6][8]

รอเบิตส์ได้เข้าเรียนที่เมืองออกซ์ฟอร์ดในปี ค.ศ. 1943 และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1947[2] ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ในสาขาเคมี 4 ปี ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต วิชาเอกผลึกศาสตร์เอ็กซ์เรย์ภายใต้การดูแลของโดโรธี ฮอดจ์กิน[3][8] วิทยานิพนธ์ของเธออยู่เป็นการศึกษาโครงสร้างของยาปฏิชีวนะแกรมิซิดิน[9] นอกจากนี้เธอยังได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ในปี ค.ศ. 1950[10] รอเบิร์ตส์ไม่ได้เรียนเคมีเพียงเพราะเธอตั้งใจจะเป็นนักเคมีเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ[9] เธอยังคิดเกี่ยวกับกฎหมายและการเมืองอยู่แล้ว[11] มีรายงานว่าเธอภูมิใจที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มีปริญญาวิทยาศาสตร์มากกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก[12] ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอก็พยายามที่จะให้วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ยังคงเป็นวิทยาลัยสตรี[13] เธอทำงานนอกห้องเรียนสัปดาห์ละสองครั้งในโรงอาหารของกองกำลังท้องถิ่น[14] ในช่วงเวลาที่เธออยู่ที่ออกซ์ฟอร์ด

รอเบิตส์เป็นที่รู้จักจากทัศนคติที่โดดเดี่ยวและจริงจังของเธอ[6] โทนี่ เบรย์ แฟนคนแรกของเธอ เล่าว่าเธอเป็นคนที่ “ช่างคิดและเป็นนักสนทนาที่เก่งมาก นั่นอาจเป็นสิ่งที่ฉันสนใจ และเธอก็เก่งในเรื่องทั่วไป”[6][15] ความกระตือรือร้นในด้านการเมืองของรอเบิร์ตส์ในวัยเด็กทำให้เขาคิดว่าเธอ"ไม่ปกติ" และพ่อแม่ของเธอ"ค่อนข้างเข้มงวด" และ "เหมาะสมมาก"[6][15]

รอเบิตส์ได้รับตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษนิยมแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในปี ค.ศ.1946 โดยเป็นสตรีคนที่สามที่อยู่ในตำแหน่งนี้ เธอได้รับอิทธิพลจากงานการเมืองในมหาวิทยาลัย เช่น The Road to Serfdom (1944) ของฟรีดริช ฮาเย็ค[8] ซึ่งประณามการแทรกแซงทางเศรษฐกิจโดยรัฐบาลในฐานะผู้นำของรัฐเผด็จการ[16]

หลังจบการศึกษาเธอได้ย้ายไปยังโคลเชสเตอร์ ในมณฑลเอสเซกส์ เพื่อเป็นนักวิจัยทางด้านเคมีเพื่อศึกษาเกี่ยวกับ บีเอ็กซ์ พลาสติก[3] ในปี ค.ศ. 1958 เธอได้สมัครงานที่ อิมพีเรียลเคมิคอลอินดัสตรี(ICI) แต่ถูกปฏิเสธหลังจากฝ่ายบุคคลประเมินว่าเธอ "เอาแต่ใจ ดื้อรั้น และมีความคิดในตนเองอย่างอันตราย"[17] ในหนังสืออาการ์กล่าวว่าความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ส่งผลต่อมุมมองของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา[18]

รอเบิตส์ได้เข้าร่วมสมาคมอนุรักษ์นิยมในท้องถิ่นและเข้าร่วมการประชุมพรรคที่ลันดุดโน เวลส์ในปี ค.ศ. 1958 โดยเป็นตัวแทนของสมาคมอนุรักษนิยมระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัย[3] เพื่อนคนหนึ่งในออกซ์ฟอร์ดของเธอเป็นเพื่อนของประธานสมาคมอนุรักษ์นิยมดาร์ทฟอร์ดในเมืองเคนต์ซึ่งกำลังมองหาผู้สมัคร[3] เจ้าหน้าที่ของสมาคมประทับใจเธอมากจึงขอให้เธอสมัคร แม้ว่าเธอจะไม่อยู่ในรายชื่อที่พรรคอนุมัติ เธอได้รับเลือกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1960 (อายุ 24 ปี)

ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 1950 และ 1951 รอเบิร์ตส์ได้เป็นผู้สมัครพรรคอนุรักษ์นิยมสำหรับเขตดาร์ตฟอร์ด พรรคเลือกเธอเป็นผู้สมัครเพราะแม้ว่าเธอจะไม่ใช่นักพูดในที่สาธารณะ แต่รอเบิตส์ก็พร้อมและไม่กลัวที่จะตอบคำถามต่างๆ บิล ดีดึส เล่าว่า "เมื่อเธอเปิดปาก พวกเราที่เหลือก็เริ่มดูค่อนข้างเป็นอันดับสอง"[12] เธอได้รับความสนใจจากสื่อในฐานะผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว[3] เธอแพ้ทั้ง 2 ครั้งให้กับนอร์แมน ด็อดส์ แต่ลดเสียงข้างมากของพรรคแรงงานลง 6,000 และอีก 1,000 แต้ม ในระหว่างการหาเสียง[3] เธอได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่และสามีในอนาคต เดนิส แทตเชอร์ ซึ่งเธอแต่งงานด้วยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1951[3][19] เดนิสให้ทุนสนับสนุนการศึกษาของมาร์กาเรตสำหรับทางด้านกฎหมาย[3] เธอได้รับการรับรองเป็นทนายความในปี ค.ศ. 1953 และเชี่ยวชาญด้านภาษีอากร[8] ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอก็ได้คลอดแครอลและมาร์ก ลูกฝาแฝดของเธอก่อนกำหนดโดยการผ่าคลอด[3][20][21]

เมื่อปี ค.ศ. 1954 แทตเชอร์พยายามจะเป็นผู้สมัครรับบเลือกตั้งของพรรคอนุรักษ์นิยมสำหรับการเลือกตั้งเขตออร์พิงตันเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1955 แต่เธอก็ได้รับความผิดหวังในครั้งนั้นไป เธอเลือกที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ. 1955 ในปีต่อ ๆ มาโดยกล่าวว่า "ฉันรู้สึกจริงๆ ฝาแฝด [...] อายุแค่ 2 ขวบ ฉันรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป ฉันทำไม่ได้"[9] หลังจากนั้น แทตเชอร์เริ่มมองหาในพรรคอนุรักษ์นิยม และได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตฟินช์ลีย์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1958 (เอาชนะเอียน มอนตากู เฟรเซอร์อย่างหวุดหวิด) และเธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหลังจากการหาเสียงอย่างหนักในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1959[3][22] ในการจับสลากสำหรับให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแถวหลัง(Backbencher)เสนอกฎหมายใหม่ ทำให้เธอได้เป็นผู้เสนอกฎหมาย[12] สุนทรพจน์ครั้งแรกของแทตเชอร์ถือว่าทำได้ดี ในการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติองค์กรสาธารณะ (การจัดการประชุม) ค.ศ. 1960 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดการประชุมสภาในที่สาธารณะ ซึ่งประสบผลสำเร็จและออกเป็นกฎหมาย[20][23] ในปี ค.ศ. 1961 เธอได้คัดค้านต่อจุดยืนของพรรคอนุรักษ์นิยมโดยลงคะแนนให้การรื้อฟื้นการลงโทษด้วยไม้เบิร์ชเป็นการลงโทษทางร่างกายทางตุลาการ[9]

พรสวรรค์และแรงผลักดันของแทตเชอร์ทำให้เธอถูกกล่าวถึงในฐานะนายกรัฐมนตรีในอนาคตเมื่ออายุราว 20 ปี[12] แม้ว่าตัวเธอเองจะมองอย่างนั้น โดยแทตเชอร์ระบุในช่วงปลายปี ค.ศ. 1970 ว่า "ในชีวิตของฉันจะไม่มีนายกรัฐมนตรีหญิง ประชากรผู้ชายมีอคติมากเกินไป"[24] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1961 เธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเลขาธิการรัฐสภาของรัฐมนตรีกระทรวงบำเหน็จบำนาญโดยฮาโรลด์ แมคมิลแลน[16] แทตเชอร์เป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าว และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งในปีค.ศ. 1959 กลุ่มแรกที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง[25]

แทตเชอร์ร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา ค.ศ. 1967 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1970 - 1974 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม (joint shadow Chancellor) ค.ศ. 1974 - 1975 และใน ค.ศ. 1977 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอ็ดวาร์ด ฮีธ แทตเชอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรหลังจากชนะการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1979[26]

ด้วยการนำโดยแทตเชอร์ พรรคอนุรักษนิยมได้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแทตเชอร์ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ

แทตเชอร์ได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี ค.ศ. 1983 โดยได้เสียงข้างมากทั้ง ๆ ที่อัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามฟอล์กแลนด์และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ความนิยมแทตเชอร์เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี ค.ศ. 1987 และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1988 แทตเชอร์ได้ทำสถิติกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 แทตเชอร์ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิแทตเชอร์” (Thatcherism) และด้วยเหตุผลที่แทตเชอร์เป็นผู้ดึงดันยึดมั่นในนโยบายอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกคัดค้านจากนักวิจารณ์ว่าอย่างไร รวมทั้งจากการกังขาไม่แน่ใจของผู้สนับสนุนรัฐบาลเองด้วย

แทตเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1990 สืบเนื่องจากการต่อสู้ภายในพรรคและการถกเถียงโต้แย้งกับฝ่ายค้านในประเด็นที่แทตเชอร์ไม่ยอมเสียเอกราชในการเข้าเป็นสมาชิกเศรษฐกิจประชาคมยุโรป รวมทั้งการเสื่อมความนิยมจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (Poll Tax)

หลังจากได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นบารอน แทตเชอร์ได้ตระเวนปาฐกถาไปทั่วโลกในนามของมูลนิธิแทตเชอร์ และได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "มาร์กาเรต แทตเชอร์: ชีวิตในดาวนิงสตรีท" (Margaret Thatcher: the Downing Street Years) เมื่อปี ค.ศ. 1993

มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2013 ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือดตีบ รวมอายุได้ 87 ปี[27]

ลัทธิแทตเชอร์แสดงถึงการเปลื่ยนแปลงที่เป็นระบบและอย่างเด็ดขาดแนวคิดเศรษฐกิจหลังสงคราม ซึ่งพรรคการเมืองที่สำคัญได้เห็นพ้องกันเป็นส่วนใหญ่ในประเด็นของแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ รัฐสวัสดิการ อุตสาหกรรมที่เป็นของรัฐ การกำกับเศรษฐกิจแบบปิด และการคิดภาษีในอัตราสูง เธอได้สนับสนุนรัฐสวัสดิการเป็นเป็นส่วนใหญ่ในขณะที่เสนอให้กำจัดการใช้มันในทางที่ผิด[nb 1]

เธอได้สัญญาในปี ค.ศ. 1982 ว่าบริการสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจะ "ปลอดภัยในมือของพวกเรา" ตอนแรกเธอเพิกเฉยต่อการแปรรูปอุตสาหกรรมที่เป็นของรัฐให้เป็นของเอกชน จากการได้รับอิทธิพลอย่างมากมาจากนักคิดฝ่ายขวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก คีธ โจเซฟ (Keith Joseph) ดังนั้นแทตเชอร์จึงได้ขยายการโจมตีของเธอ ลัทธิแทตเชอนิยมคือนโยบายของเธอ ที่มีมุมมองทางจริยธรรม การสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทางศีลธรรม ลัทธิชาตินิยม ลัทธิปัจเจกนิยม เสรีนิยม และแนวทางที่แน่วแน่ในการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง[28]

แทตเชอร์ได้กำหนดหลักปรัชญาทางการเมือง ในข้อขัดแย้งครั้งใหญ่เกี่ยวกับลัทธิอนุรักษ์นิยมหนึ่งชาติ ของ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า เอ็ดเวิร์ด ฮีธ ในการสัมภาษณ์ในปี ค.ศ. 1987 ที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร ของผู้หญิงเอง หรือ วูแม่นส์โอน์ (Woman's Own):

"ฉันคิดว่าเราผ่านช่วงเวลาที่มีเด็กและคนเข้าใจเยอะเกินไป ว่า "ฉันมีปัญหา มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จัดการกับมัน!" หรือ "ฉันมีปัญหา ฉันจะไปรับเงินจากรัฐบาลเพื่อจัดการกับมัน!" "ฉันเป็นคนจรจัด รัฐบาลต้องสร้างบ้านให้ฉัน!" ดังนั้นพวกเขาโยนปัญหามาให้สังคม แล้วใครคือสังคม ไม่มีสังคมแบบนั้น มีแต่ผู้ชายผู้หญิงที่เป็นบุคคล หรือ มีครอบครัว ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากทำโดยผ่านประชาชน และประชาชนลองหาทางช่วยดูตัวเองก่อน มันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะดูแลตัวเอง และช่วยดูแลเพื่อนบ้าน ชีวิตเป็นเหมือนธุรกิจที่แลกผลประโยชน์กัน และต่างคนต่างก็ได้รับสิทธิ์มากเกินไปโดยไม่มีความรับผิดชอบ"

แทตเชอร์ได้ดำรงตำแหน่ง 11 ปี 209 วัน ในฐานะนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่นานที่สุดนับตั้งแต่รอเบิร์ต เซซิล มาร์ควิสที่ 3 แห่งซอลส์บรี (13 ปี 252 วันในสามสมัย) และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องนานที่สุดนับตั้งแต่รอเบิร์ต เจ็นคินสัน เอิร์ลที่ 2 แห่งลิเวอร์พูล (14 ปี 305 วัน)

หลังจากนำพรรคอนุรักษ์นิยมสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งสามครั้งติดต่อกัน เธอเป็นหนึ่งในผู้นำพรรคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรในแง่ของคะแนนโหวตสำหรับพรรคที่ชนะ ถึงสองครั้ง มีการลงคะแนนเสียงมากกว่า 40 ล้านใบสำหรับพรรคอนุรักษ์นิยมภายใต้การนำของเธอ ความสำเร็จในการเลือกตั้งของเธอถูกขนานนามว่าเป็น "แฮตทริกในประวัติศาสตร์" โดยสื่ออังกฤษในปี ค.ศ. 1987

แทตเชอร์ได้อยู่อันดับสูงที่สุดในบรรดาบุคคลที่มีชีวิตในพ.ศ. 1999 จากโพลล์ชาวบริติชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดหนึ่งร้อยลำดับ ของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1992ไทม์ได้ถือว่าแทตเชอร์เป็นหนึ่งใน 100 คนที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 ในปี ค.ศ. 2015 เธอได้รับคะแนนสูงสุด ในฐานะผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา จากโพลล์โดย สก็อตติช วิโดว์ส บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ และในปี ค.ศ. 2559 เธอติดอันดับใน รายชื่อพลังของชั่วโมงสตรี หรือ วูแม่นส์ฮาวเวอร์พาวเวอร์ลิส (Woman's Hour Power List) ในรายการของ บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ วิทยุ 4 หรือ เรดีโอ 4 (Radio 4) ในฐานะผู้หญิงที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อชีวิตผู้หญิงตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ในปี ค.ศ. 2020 นิตยสารไทม์ได้ใส่ชื่อของแทตเชอร์ไว้ในรายชื่อ 100 สตรีแห่งปี (Woman of the Year) เธอยังถูกเลือกให้เป็นสตรีแห่งปี ค.ศ. 1982 ซึ่งเป็นปีที่สงครามฟอล์กแลนด์ (Falklands) เริ่มขึ้นภายใต้คำสั่งของเธอ ซึ่งสหราชอาณาจักรได้รับชัยชนะ

ตรงกันข้ามกับคะแนนเฉลี่ยการยอมรับที่ค่อนข้างแย่ ของแทตเชอร์ในฐานะนายกรัฐมนตรี เธอได้อยู่ในอันดับสูงในโพลล์ย้อนหลัง และ จากข้อมูลของยูโกฟ (YouGov) ประชาชนชาวอังกฤษ "โดยรวมได้มองเธอในแง่บวก" หลังจากที่เธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2556 จากโพลล์ของเดอะการ์เดียน ประชาชนประมาณครึ่งหนึ่งมองเธอในแง่บวก ในขณะที่หนึ่งในสามมองเธอในแง่ลบ ในโพลล์ของปี ค.ศ. 2019 โดย ยูโกฟ (YouGov) ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ให้คะแนนเธอว่าเป็นผู้นำหลังสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร (โดยวินสตัน เชอร์ชิลมาเป็นอันดับสอง) เธอถูกโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของศตวรรษที่ 20 จากโพลล์ของนักวิชาการ 139 คน ที่จัดโดย อิปสอสโมริ (Ipsos MORI)

Biographer John Campbell (2011b, แม่แบบ:P.)

แกรนแธม: สถานที่เกิดของมาร์กาเรต แทรตเชอร์
The corner of a terraced suburban street. The lower storey is a corner shop, now advertising as a chiropractic clinic. The building is two storeys high, with some parts three storeys high. It was formerly Alfred Roberts' shop.
ร้านที่เคยเป็นของพ่อของแทตเชอร์ในปี ค.ศ. 2009
 
photograph of plaque reading "Birth place of the Rt.Hon. Margaret Thatcher, M.P. First woman prime minister of Great Britain and Northern Ireland"
ป้ายอนุสรณ์
มาร์กาเร็ตและพี่สาวขของเธออาศัยอยู่ในแฟลตที่ท้ายถนนนอร์ธพาเรดในวัยเด็ก[1]
มาร์กาเรต รอเบิตส์ เมื่ออายุประมาณ 12 - 13 ปี ค.ศ. 1938
วิทยาลัยซัมเมอวิลล์
ตราประจำตำแหน่งของบารอนเนสแทตเชอร์ ภาพนายพลเรือแทนสงครามฟอล์กแลนด์ ภาพเซอร์ไอแซก นิวตันแทนภูมิหลังแห่งการเป็นนักเคมีและแทนบ้านเกิดเมืองแกรนแทม ซึ่งท่านจนถึงวะระสุดท้ายของชีวิต