พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

พระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี (เขมร: ព្រះបាទសម្តេចព្រះបរមនាថ នរោត្តម សីហមុនី, พฺระบาทสมฺเตจพฺระบรมนาถ นโรตฺตม สีหมุนี; ออกเสียง โนโรด็อม เส็ยหะโมนี;[1] 14 พฤษภาคม 2496) เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 114 พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ กับสมเด็จพระราชินีนโรดม มุนีนาถ สีหนุ[2] อดีตเอกอัครราชทูตด้านวัฒนธรรมของกัมพูชาประจำองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ก่อนที่กรมปรึกษาราชบัลลังก์ลงมติเอกฉันท์ให้พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์หลังจากพระราชบิดาประกาศสละราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2547

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2496 เป็นพระราชบุตรลำดับที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ประสูติแต่สมเด็จพระอัคคมเหสีนโรดม มุนีนาถ สีหนุ (พระนามเดิม ปอล โมนีก อิซซี) ซึ่งมีเชื้อสายฝรั่งเศส คอร์ซิกัน และอิตาลี[3][4] มีพระภราดาพระภคินีร่วมพระราชบิดา 14 พระองค์ ร่วมพระราชมารดาหนึ่งพระองค์คือสมเด็จพระนโรดม นรินทรพงษ์ (พ.ศ. 2497–2546)[5]

นอกจากนี้ เมื่อนับพระญาติทางฝ่ายพระราชบิดา พระองค์นับเป็นพระญาติชั้นที่ 3 ของพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี และเป็นพระญาติชั้นที่ 4 ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี[6]

ทรงได้รับการศึกษาขึ้นต้นในประเทศกัมพูชาต่อมา เสด็จไปทรงศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาที่ประเทศเช็กเกีย และทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ Musical Art Academy of Prague โดยทรงทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง The Conception and Administration of Artisic Schools in Cambodia ทรงสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2518 และยังได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อที่ University Studies of Cinematography ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีระหว่าง พ.ศ. 2518–2519

เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมพรรษา 51 พรรษา เมื่อเดือนตุลาคม 2547 โดยมติเป็นเอกฉันท์ของกรมปรึกษาราชบัลลังก์ ภายหลังการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อันเนื่องจากปัญหาทางพระพลานามัย

ในพระราชพิธีพระราชาภิเษก ซึ่งถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุทั่วประเทศ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของราชอาณาจักรกัมพูชาในรอบ 60 ปี พระองค์ได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า "พระองค์จะทรงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายกัมพูชา และจะทรงประกอบพระราชภารกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน"

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงได้รับการถวายพระปรมาภิไธยในพระราชพิธีราชาภิเษกว่า พระกรุณา พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี สมานภูมิชาติศาสนา รักขตขัตติยา เขมรารัฐราษฎร์ พุทธินทราธรามหากษัตริย์ เขมราชนา สมูโหภาส กัมพุชเอกราชรัฐบูรณสันติ ศุภมังคลา สิรีวิบุลา เขมราศรีพิราษฎร์ พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี (เขมร: ព្រះករុណា ព្រះបាទសម្តេចព្រះបរមនាថ នរោត្តម សីហមុនី សមានភូមិជាតិសាសនា រក្ខតខត្តិយា ខេមរារដ្ឋរាស្ត្រ ពុទ្ធិន្ទ្រាធរាមមហាក្សត្រ ខេមរាជនា សមូហោភាស កម្ពុជឯករាជរដ្ឋបូរណសន្តិ សុភមង្គលា សិរីវិបុលា ខេមរាស្រីពិរាស្ត្រ ព្រះចៅក្រុងកម្ពុជាធិបតី, พฺระกรุณา พฺระบาทสมฺเตจพฺระบรมนาถ นโรตฺตม สีหมุนี สมานภูมิชาติสาสนา รกฺขตขตฺติยา เขมรารฎฺฐราสฺตฺร พุทฺธินฺทฺราธรามมหากฺสตฺร เขมราชนา สมูโหภาส กมฺพุชเอกราชรฎฺฐบูรณสนฺติ สุภมงฺคลา สิรีวิบุลา เขมราสฺรีพิราสฺตฺร พฺระเจากฺรุงกมฺพุชาธิบตี)

สร้อยพระปรมาภิไธยนั้นแปลได้ความว่า "ผู้รับใช้มาตุภูมิ ศาสนา ประชาชาติ และประชาราษฎร์เขมร โดยสวามิภักดิ์ และภักดีภาพ มหากษัตริย์ซึ่งพระพุทธและพระอินทร์ท่านอุปถัมภ์ ผู้รวบรวมเขมรชนทั้งสิ้น ผู้ปกป้องเอกราช บูรณภาพแผ่นดินและสันติภาพของกัมพูชา พร้อมทั้งศุภมงคล เสรีภาพ และวิบุลภาพ ของประชาราษฎร์เขมร"[7]

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ได้ทรงมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ประจำชาติกัมพูชาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2548 ในพระราชกฤษฎีกาได้ประกาศให้มีพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เป็นสัญลักษณ์ของกัมพูชา 7 อย่างด้วยกันคือ ดอกลำดวน, ต้นตาล, กล้วยไข่, กูปรี, ปลากะโห้, นกช้อนหอยใหญ่ และ เต่าจาน[8]

การที่ได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว นาย Chuch Phoeurn รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ให้สัมภาษณ์ว่า การเลทอกสัญลักษณ์ทั้ง 7 อย่างเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติกัมพูชานั้นเพื่อจะทำให้สามารถอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ของกัมพูชาไม่ให้สูญพันธุ์ อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์ทั้ง 7 อย่างที่ถูกเลือกเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ได้ถูกสอนในโรงเรียนทั่วกัมพูชาในชั้นเรียนวิชาภูมิศาสตร์

ในด้านการบริหารราชการแผ่นดินในพระราชอาณาจักร พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกายกฐานะเมืองแกบ เมืองไพลิน และเมืองพระสีหนุขึ้นเป็นจังหวัด พร้อมทั้งปรับเขตแดนของจังหวัดหลายจังหวัดใหม่ ณ วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551 [9]

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาแยกจังหวัดกำปงจามออกเป็น 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำปงจามและจังหวัดตโบงฆมุมเป็นจังหวัดใหม่ที่ 25 ในปัจจุบัน พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า "พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยจังหวัดกำปงจาม พ.ศ. 2556" ตามดำริของนายกรัฐมนตรีสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน โดยแบ่งมาจากพื้นที่ของจังหวัดกัมปงธม

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ไม่ทรงอภิเษกสมรส และไม่มีพระราชโอรสธิดา เนื่องจากประเทศกัมพูชาเป็นราชาธิปไตยโดยเลือกตั้ง พระมหากษัตริย์องค์ถัดไปจะถูกเลือกโดยกรมปรึกษาราชบัลลังก์ โดยเลือกจากสมาชิกในพระราชวงศ์กัมพูชา[10][11]

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนีเสด็จเยี่ยมเยือนประชาชนบริเวณด้านนอกปราสาทบันทายศรี