พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทรฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (31 มีนาคม พ.ศ. 2331 - 2 เมษายน พ.ศ. 2394) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม (ภายหลังได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุลาลัย) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันจันทร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม เวลาค่ำ 10.30 น. (สี่ทุ่มครึ่ง) ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. 2331) เสวยราชสมบัติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 9 ขึ้น 7 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 สิริดำรงราชสมบัติได้ 26 ปี 255 วัน

ทรงมีเจ้าจอมมารดาและเจ้าจอม 56 ท่าน มีพระราชโอรสธิดาทั้งสิ้น 51 พระองค์ เสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน โทศก จุลศักราช 1212 เวลา 7 ทุ่ม 5 บาท ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 สิริพระชนมพรรษา 63 ปี 2 วัน

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุลาลัย เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. 2331) ณ พระราชวังเดิม ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในขณะที่พระองค์ประสูตินั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระองค์จึงมีสกุลยศชั้นหม่อมเจ้าพระนามว่า หม่อมเจ้าชายทับ จนกระทั่ง สมเด็จพระบรมชนกนาถได้รับอุปราชาภิเษกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในปี พ.ศ. 2349 พระองค์จึงมีพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ

เมื่อสมเด็จพระราชชนกได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 2 ใน พ.ศ. 2352 พระองค์จึงได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ จนปี พ.ศ. 2356 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม เป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จเถลิงถวัลย์ครองราชสมบัติแล้ว ทรงออกพระนามเต็มตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาธิบดี ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว" นับเป็น "สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 6"

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ เป็น "พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" ออกพระนามโดยย่อว่า "พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว"

ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้เฉลิมพระปรมาภิไธยอย่างสังเขปว่า "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาเจษฎาธิบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว" หรือ "พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3"[2]

เมื่อครั้งที่ทรงกำกับราชการกรมท่า (ในสมัยรัชกาลที่ 2) ได้ทรงแต่งสำเภาบรรทุกสินค้าออกไปค้าขายในต่างประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นในท้องพระคลังเป็นอันมาก พระราชบิดาทรงเรียกพระองค์ว่า "เจ้าสัว" เมื่อรัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต มิได้ตรัสมอบราชสมบัติแก่ผู้ใด ขุนนางและพระราชวงศ์ต่างมีความเห็นว่าพระองค์ (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์) ขณะนั้นมีพระชนมายุ 37 พรรษา ทรงรอบรู้กิจการบ้านเมืองดี ทรงปราดเปรื่องในทางกฎหมาย การค้าและการปกครอง จึงพร้อมใจกันอัญเชิญครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 3

พระองค์ทรงปกครองประเทศด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงเสริมสร้างกำลังป้องกันราชอาณาจักร โปรดให้สร้างป้อมปราการตามปากแม่น้ำสำคัญ และหัวเมืองชายทะเล

พระองค์ได้ทรงป้องกันราชอาณาจักรด้วยการส่งกองทัพไปสกัดทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ไม่ให้ยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครและขัดขวางไม่ให้เวียงจันทน์เข้าครอบครองหัวเมืองอีสานของสยาม นอกจากนี้ พระองค์ทรงประสบความสำเร็จในการทำให้สยามกับญวนยุติการสู้รบระหว่างกันเกี่ยวกับเรื่องเขมรโดยที่สยามไม่ได้เสียเปรียบญวนแต่อย่างใด

ในรัชสมัยของพระองค์ใช้ทางน้ำเป็นสำคัญ ทั้งในการสงครามและการค้าขาย คลองจึงมีความสำคัญ มากในการย่นระยะทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จึงโปรดฯให้มีการขุดคลองขึ้น เช่น คลองบางขุนเทียน คลองบางขนาก และ คลองหมาหอน

พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปมากมายเช่น พระประธานในอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดปรินายก และวัดนางนอง ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้น 3 วัด คือ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดเทพธิดารามวรวิหารและวัดราชนัดดารามวรวิหาร ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเก่าอีก 35 วัด เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งสร้างมาแต่รัชกาลที่ 1 วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นต้น

ทรงทำนุบำรุงและสนับสนุนการศึกษา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่งตำราเรียนภาษาไทยขึ้นเล่มหนึ่งคือ หนังสือจินดามณี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้นำตำราต่าง ๆ มาจารึกลงในศิลาตามศาลารอบพุทธาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ปั้นตั้งไว้ตามเขามอและเขียนไว้ตามฝาผนังต่าง ๆ มีทั้งอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสนศึกษา โบราณคดี ฯลฯ เพื่อเป็นการเผยแพร่วิชาการสาขาต่าง ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม

พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลทุกข์สุขของราษฎร ด้วยมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ไม่ทรงสามารถจะบำบัดทุกข์ให้ราษฎรได้ หากไม่เสด็จออกนอกพระราชวัง เพราะราษฎรจะร้องถวายฏีกาได้ต่อเมื่อพระคลังเวลาเสด็จออกนอกพระราชวังเท่านั้น จึงโปรดให้นำกลองวินิจฉัยเภรีออกตั้ง ณ ทิมดาบกรมวัง ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อราษฎรผู้มีทุกข์จะได้ตีกลองร้องถวายฎีกาไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อให้มีการชำระความกันต่อไป โดยพระองค์จะคอยซักถามอยู่เนื่อง ๆ ทำให้ตุลาการ ผู้ทำการพิพากษาไม่อาจพลิกแพลงคดีเป็นอื่นได้

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีมิชชันนารีชาวอเมริกันและชาวอังกฤษเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์เพิ่มมากขึ้น หนึ่งในจำนวนนี้คือศาสนาจารย์ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "หมอบรัดเลย์" ได้เป็นผู้ริเริ่มให้มีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ และการฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคและการทำผ่าตัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้หมอบรัดเลย์ยังได้คิดตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น (ปี พ.ศ. 2379) ทำให้มีการพิมพ์หนังสือภาษาไทยเป็นครั้งแรกโดยพิมพ์คำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2379 ต่อมาปี พ.ศ. 2385 หมอบรัดเลย์พิมพ์ปฏิทินภาษาไทยขึ้นเป็นครั้งแรก

ในด้านการหนังสือพิมพ์ฉบับแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 หมอบรัดเลย์ได้ออกหนังสือพิมพ์แถลงข่าวรายปักษ์เป็นภาษาไทย ชื่อ บางกอกรีคอร์เดอร์ (Bangkok Recorder) มีเรื่องสารคดี ข่าวราชการ ข่าวการค้า ข่าวเบ็ดเตล็ด ฉบับแรกออกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2387

หนังสือบทกลอนเล่มแรกที่พิมพ์ขายและผู้เขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์คือ นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย (หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร) โดย หมอบรัดเลย์ ซื้อกรรมสิทธิ์ไปพิมพ์ในราคา 400 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2404 และตีพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404

พระองค์ทรงสนับสนุนส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ ทั้งกับชาวเอเชียและชาวยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ากับจีนมาตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ทรงดำรงพระอิสสริยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ส่งผลให้พระคลังสินค้ามีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ มีการแต่งสำเภาทั้งของราชการ เจ้านาย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และพ่อค้าชาวจีนไปค้าขายยังเมืองจีนและประเทศใกล้เคียง รวมถึงการเปิดค้าขายกับมหาอำนาจตะวันตกจนมีการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างกันคือ สนธิสัญญาเบอร์นี พ.ศ. 2369 และ 6 ปีต่อมาก็ได้เปิดสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและมีการทำสนธิสัญญาต่อกันใน พ.ศ. 2375 นับเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สหรัฐอเมริกาทำกับประเทศทางตะวันออก ส่งผลให้ไทยได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสงขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวรารามจนแล้วเสร็จ และทรงมีรับสั่งให้สร้างเรือสำเภาก่อด้วยอิฐในวัดยานนาวา เพื่อให้ประชาชนได้รู้ว่าเรือสำเภานั้นมีรูปร่างลักษณะอย่างไร เพราะทรงเล็งเห็นว่าภายหน้าจะไม่มีการสร้างเรือสำเภาอีกแล้ว

สำหรับวรรณกรรม พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตจารึกวรรณคดีที่สำคัญ ๆ และวิชาแพทย์แผนโบราณลงบนแผ่นศิลา แล้วติดไว้ตามศาลารายรอบพระอุโบสถ รอบพระมหาเจดีย์บริเวณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาหาความรู้

คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 31 มีนาคมของทุกปีเป็น วันระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า หรือ วันเจษฎาบดินทร์ เป็นวันสำคัญของชาติ แต่ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ และเห็นชอบให้ให้ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระมหาเจษฎาราชเจ้า” แปลว่า “พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่”[3]

ภายหลังการสวรรคตในรัชกาลที่ 6

ภายหลังการสวรรคตในรัชกาลที่ 7

ภายหลังการสวรรคตในรัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาต่าง ๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรได้ถวายพระราชสมัญญาว่าพระมหาเจษฎาราชเจ้า และได้ใช้เป็นสร้อยพระนามสืบมาจนปัจจุบัน[4] ต่อมา พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีมีมติถวายพระราชสมัญญาว่าพระบิดาแห่งการค้าไทย[5][6], พระบิดาแห่งการพาณิชย์นาวีไทย[7] และในปี พ.ศ. 2558 ถวายพระราชสมัญญาว่าพระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ) [8][9]

กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ • กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ • กรมพระยาบำราบปรปักษ์กรมหมื่นเสพสุนทรกรมหมื่นสุนทรธิบดีกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์กรมพระพิทักษเทเวศร์กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์กรมพระยาเดชาดิศรกรมหมื่นสนิทนเรนทร์กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชากรมพระเทเวศร์วัชรินทร์กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์กรมหลวงวงศาธิราชสนิทกรมขุนสถิตย์สถาพรกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชากรมหลวงวรศักดาพิศาลกรมหมื่นภูบาลบริรักษ์กรมขุนวรจักรธรานุภาพกรมหมื่นถาวรวรยศ

กรมขุนกัลยาสุนทร

สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี † •สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี † •สมเด็จพระศรีสุลาลัยสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี † • สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา † •สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก † •สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กรมพระยาเดชาดิศรกรมพระยาสุดารัตน์ราชประยูรกรมพระยาบำราบปรปักษ์กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์กรมพระยาวชิรญาณวโรรสกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการกรมพระยาดำรงราชานุภาพกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

กรมพระเทพสุดาวดีกรมพระศรีสุดารักษ์กรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ (*) •กรมพระปรมานุชิตชิโนรสกรมพระรามอิศเรศกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์กรมพระพิทักษ์เทเวศร์กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์กรมพระจักรพรรดิพงษ์กรมพระนเรศรวรฤทธิ์กรมพระสมมตอมรพันธ์กรมพระเทพนารีรัตน์ † • กรมพระจันทบุรีนฤนาถกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตกรมพระสุทธาสินีนาฏกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินกรมพระชัยนาทนเรนทรกรมพระศรีสวางควัฒน

กรมหลวงธิเบศรบดินทร์กรมหลวงนรินทรรณเรศกรมหลวงจักรเจษฎากรมหลวงอิศรสุนทร (*) (King's Standard of Thailand.svg) • กรมหลวงเทพหริรักษ์กรมหลวงศรีสุนทรเทพกรมหลวงเสนานุรักษ์ (*) • กรมหลวงพิทักษมนตรีกรมหลวงเทพยวดีกรมหลวงเทพพลภักดิ์กรมหลวงรักษ์รณเรศ Xกรมหลวงเสนีบริรักษ์กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิ สุขวัฒนวิไชย † • กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชากรมหลวงวงศาธิราชสนิทกรมหลวงนรินทรเทวี † •กรมหลวงวรศักดาพิศาลกรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ † • กรมหลวงพิชิตปรีชากรกรมหลวงวรเสรฐสุดากรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมกรมหลวงศรีรัตนโกสินทรกรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถกรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรกรมหลวงปราจิณกิติบดีกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์กรมหลวงอดิศรอุดมเดชกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์กรมหลวงนครราชสีมากรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา (King's Standard of Thailand.svg) •กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินีกรมหลวงสงขลานครินทร์ † • กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกรกรมหลวงวชิรญาณวงศ์กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์กรมหลวงชินวราลงกรณ † •กรมหลวงวชิรญาณสังวร † •กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร

กรมขุนสุนทรภูเบศร์กรมขุนกษัตรานุชิต Xกรมขุนอิศรานุรักษ์กรมขุนศรีสุนทรกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (*) • กรมขุนกัลยาสุนทรกรมขุนสถิตย์สถาพรกรมขุนนรานุชิตกรมขุนธิเบศร์บวรกรมขุนพินิตประชานาถ (King's Standard of Thailand.svg) • กรมขุนวรจักรธรานุภาพกรมขุนราชสีหวิกรมกรมขุนรามินทรสุดา † • กรมขุนอนัคฆนารี † • กรมขุนภูวนัยนฤเบนทราธิบาลกรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์กรมขุนขัตติยกัลยา † • กรมขุนเทพทวาราวดี (Crown Prince's Standard of Thailand.svg) (King's Standard of Thailand.svg) • กรมขุนอรรควรราชกัลยากรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดากรมขุนสงขลานครินทร์กรมขุนสุพรรณภาควดีกรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชยกรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ † • กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดีกรมขุนศิริธัชสังกาศกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา † • กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี

กรมหมื่นนรินทรพิทักษ์กรมหมื่นศักดิพลเสพ (*) • กรมหมื่นนราเทเวศร์กรมหมื่นนเรศร์โยธีกรมหมื่นเสนีเทพ • กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ (King's Standard of Thailand.svg) • กรมหมื่นอินทรพิพิธกรมหมื่นจิตรภักดีกรมหมื่นศรีสุเรนทร์กรมหมื่นสุรินทรรักษ์กรมหมื่นสุนทรธิบดีกรมหมื่นนรินทรเทพกรมหมื่นศรีสุเทพกรมหมื่นณรงค์หริรักษ์กรมหมื่นเสพสุนทรกรมหมื่นอมรมนตรีกรมหมื่นนเรนทรบริรักษ์กรมหมื่นสวัสดิวิชัยกรมหมื่นไกรสรวิชิตกรมหมื่นสนิทนเรนทร์กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์กรมหมื่นถาวรวรยศกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชากรมหมื่นภูบาลบริรักษ์กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์กรมหมื่นภูมินทรภักดีกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสกรมหมื่นมนตรีรักษากรมหมื่นเทวานุรักษ์กรมหมื่นวิษณุนาถนิภาธรกรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติกรมหมื่นอุดมรัตนราษีกรมหมื่นภูบดีราชหฤทัยกรมหมื่นบวรวิไชยชาญ (*) • กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดชกรมหมื่นอมเรศรัศมีกรมหมื่นอานุภาพพิศาลศักดิ์กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์กรมหมื่นสิทธิสุขุมการกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์กรมหมื่นพิศาลบวรศักดิกรมหมื่นบริรักษ์นรินทรฤทธิ์กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์กรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย์กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสรกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัยกรมหมื่นปราบปรปักษ์กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติกรมหมื่นวิวิธวรรณปรีชากรมหมื่นจรัสพรปฏิภาณกรมหมื่นพงษาดิศรมหิปกรมหมื่นวรวัฒน์สุภากรกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมกรมหมื่นอนุพงษ์จักรพรรดิ์กรมหมื่นชาญไชยบวรยศกรมหมื่นสรรควิไสยนรบดีกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชากรมหมื่นพิทยาลงกรณ์กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาสกรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดชกรมหมื่นเทววงศวโรทัยกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรกรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิตกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถกรมหมื่นสุทธนารีนาถ

ตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 3 รูปปราสาท สอดคล้องกับพระนามเดิม "ทับ" ผูกตรานี้ขึ้นในวโรกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ที่วัดราชนัดดาราม
วัดยานนาวาได้รับการอุปถัมภ์โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงสั่งให้ขยายวัดและสร้างโครงสร้างใหม่มากมายภายใน วัดมีรูปร่างเหมือนเรือสำเภาจีนเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการค้าขายและอิทธิพลแนวคิดของจีน ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ ในจิตรกรรมฝาผนังวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ฝีมือขรัวอินโข่ง
สงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลืออังกฤษในช่วงสงคราม
เรือสำเภาจีนที่วัดยานนาวา