พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน

พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

บทความนี้อ้างอิงคริสต์ศักราช/คริสต์ทศวรรษ/คริสต์ศตวรรษ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเนื้อหา

พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน[2] (เยอรมัน: Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei, ย่อ: NSDAP) หรือที่นิยมเรียกย่อว่า พรรคนาซี เป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด[3][4] ซึ่งดำรงคงอยู่ในเยอรมนี ระหว่างปี ค.ศ. 1920 และ ค.ศ. 1945 ซึ่งได้สร้างและให้การสนับสนุนอุดมการณ์ชาติสังคมนิยม เดิมคือพรรคกรรมกรเยอรมัน ซึ่งดำรงคงอยู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919 ถึง 1920 พรรคนาซีเกิดขึ้นมาจากชาวเยอรมันที่เป็นนักชาติสังคมนิยม ผู้เหยียดเชื้อชาติ และวัฒนธรรมจากกองกำลังกึ่งทหารไฟรคอร์ที่เป็นประชานิยม ซึ่งได้ต่อสู้กับการก่อการกำเริบของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในเยอรมนี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[5] พรรคนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงพวกกรรมกรออกจากลัทธิคอมมิวนิสต์และเข้าสู่ลัทธิชาตินิยมแบบ völkisch[6] ในช่วงแรก กลยุทธ์ทางการเมืองของนาซีได้มุ่งเป้าไปที่การต่อต้านธุรกิจขนาดใหญ่ ต่อต้านชนชั้นกลาง และวาทศิลป์ต่อต้านทุนนิยม แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกมองข้ามไปในภายหลังเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางธุรกิจ และในปี ค.ศ. 1930 จุดสนใจหลักของพรรคได้เปลี่ยนไปเป็นการต่อต้านชาวยิว และต่อต้านลัทธิมาร์กซิสต์[7]

ทฤษฏีการเหยียดเชื้อชาติของวิทยาศาสตร์เทียมเป็นศูนย์กลางของลัทธินาซี ซึ่งแสดงออกในแนวความคิดของ "ชุมชนของประชาชน" (โฟลค์ซเกไมน์ชัฟท์)[8] พรรคได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมชาวเยอรมันที่"เป็นที่พึงปรารถนาทางเชื้อชาติ" เป็นสหายร่วมชาติ ในขณะที่มีการยกเว้นผู้ที่ถูกพิจารณาว่า เป็นผู้คัดค้านทางการเมือง ผู้บกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญา หรือเชื้อสายต่างชาติ (Fremdvölkische)[9] นาซีได้พยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวเจอร์แมนิก ซึ่งเป็น"ชาวอารยันที่เป็นชนชาติปกครอง" ผ่านทางความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติและสุพันธุศาสตร์ โครงการสวัสดิการทางสังคมในวงกว้าง และการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยรวมของสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งสามารถเสียสละเพื่อประโยชน์ของรัฐในนามของประชาชน เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์และความแข็งแกร่งของเชื้อสายอารยัน นาซีได้พยายามกำจัดชาวยิว ชาวโรมานี ชาวโปล และชาวสลาฟอื่น ๆ เป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับผู้พิการทางร่างกายและทางจิตใจ พวกเขาได้ระงับสิทธิและแบ่งแยกพวกรักร่วมเพศ ชาวแอฟริกัน พยานพระยะโฮวา และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง[10] การประหัตประหารได้มาถึงจุดสูงสุด เมื่อรัฐเยอรมันที่ถูกควบคุมโดยพรรคได้กำหนดแนวทางมาตรการสุดท้าย - ระบบอุตสาหกรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งสามารถสังหารชาวยิวได้ราว 6 ล้านคน และเหยื่อเป้าหมายอื่น ๆ อีกนับล้าน ซึ่งในสิ่งที่เรียกกันว่า ฮอโลคอสต์[11]

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรค ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีโดยประธานาธิบดีเพาล์ ฟ็อน ฮินเดินบวร์ค เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์ได้จัดตั้งระบอบเผด็จการขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถูกเรียกว่า ไรช์ที่สาม[12][13][14][15] ภายหลังความปราชัยของไรช์ที่สามในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป พรรคนี้ได้ถูก"ประกาศว่าผิดกฎหมาย" โดยฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ได้ดำเนินการขจัดนาซีในช่วงปีหลังสงคราม ทั้งในเยอรมนีและดินแดนที่ถูกยึดครองโดยเยอรมนี การใช้สัญลักษณ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรค ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งเยอรมนีและออสเตรีย

คำว่า "นาซี" เป็นคำที่ถูกกร่อนเสียงมาจากชื่อในภาษาเยอรมันของพรรค นาซีโอนาลโซซีอาลิสท์ (Nationalsozialist "ชาติสังคมนิยม") [16] คำย่อนี้ถูกใช้ก่อนการเถลิงอำนาจของพรรค ซึ่งในภาษาพูดไปพ้องเสียงกับคำว่า "นาซี" ที่มีความหมายในเชิงเสื่อมเสียสำหรับชาวชนบทที่ล้าหลังหรือมีความหมายว่าเงอะงะ[17][18] และนั่นเองทำให้ฮิตเลอร์ไม่ชอบชื่อนาซีเอาซะเลย[18][19] แต่ฝ่ายตรงข้ามกับฮิตเลอร์ก็ยังคงใช้คำว่านาซีเพื่อเป็นการก่อกวนอยู่เรื่อยๆ

ในปี ค.ศ. 1933 เมื่อฮิตเลอร์เถลิงอำนาจ การใช้คำว่า "นาซี" ได้เบาบางลงมากในเยอรมนี ประชาชนเยอรมันกล่าวถึงพรรคจะใช้คำเต็มว่า นาซีโอนาลโซซีอาลิสท์ แต่ฝ่ายต่อต้านในออสเตรียยังคงใช้คำว่านาซีนี้เป็นการดูถูก คำว่า "นาซีเยอรมนี" และ "ระบอบนาซี" กลายเป็นนิยมโดยฝ่ายต่อต้านนาซีและชาวเยอรมันที่ลี้ภัยออกนอกประเทศ หลังจากนั้น คำนี้ได้แพร่กระจายไปยังภาษาอื่นๆและในที่สุดก็ได้ถูกนำกลับมาใช้ในเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง[19]

หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สิ้งสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายมหาอำนาจกลาง ประเทศเยอรมนีก็เต็มไปด้วยความแตกแยก ผู้คนต่างออกมาแย่งชิงอำนาจของประเทศ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีความคิดเห็นแบบเดียวกันนั่นก็คือที่ว่า เยอรมนียังไม่ได้พ่ายแพ้สงคราม ชาวเยอรมันส่วนมากมองสนธิสัญญาแวร์ซายเป็นสัญญาแห่งความหลอกลวงจากคนในประเทศเดียวกันเอง และ จากศัตรูอย่างฝรั่งเศส ในช่วงแรกของการพัฒนาอุดมการณ์ในแบบของพรรคนาซีนั้น ได้มีกลุ่มรหัสยศาสตร์ที่มีชื่อว่า ทูเล่อ (Thule-Gesellschaft) ที่สมาชิกหลัก ๆ เป็นทหารผ่านศึก และ กลุ่มชนชั้นสูงในเมืองมิวนิก อ้างความเป็นมาของชาวเยอรมันที่มีเลือดบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ชาวอารยัน เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวเยอรมันในช่วงหลังสงครามที่ตกต่ำอย่างหนัก กลุ่มทูเล่อมีผู้ติดตามประมาณ 250 คนในเมืองมิวนิก และ อีกประมาณพันกว่าคนในส่วนอื่นของบาวาเรีย สมาชิกของกลุ่มจะมาพบปะกันในโรงเบียร์สาธารณะเพื่อแสดงจุดยืนทางความคิดของพวกเขา

อุดมการณ์นาซีหลัก ประกอบไปด้วยความเป็นชาติหนึ่งเดียวของชาวเยอรมันทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (collectivism, nationalism), ความเป็นยอดของมนุษย์ชาวอารยันซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งในเชื้อสายเยอรมันตามความเชื่อดาร์วินิสต์ทางสังคมหรือเผ่าพันธุ์นิยม, การต่อต้านชาวยิว และต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พรรคนาซีได้ใช้กองทัพเวร์มัคท์ในการทำฮอโลคอสต์คือการสังหารหมู่ชาวยิวและพวกอื่น ๆ อันไม่พึงประสงค์ต่อนาซี เช่น ชาวยิปซี ชาวสลาฟ กลุ่มรักร่วมเพศ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่นายทหารชั้นสัญญาบัตรจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูง และ ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม และ การสังหารหมู่ชาวยิว และ อื่น ๆ ในเขตยึดครองซึ่งถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามต่อมวลมนุษยชาติ

สัญลักษณ์สวัสติกะของพรรคนาซี เป็นสวัสติกะเวียนขวาสีดำ เอียง 45 องศา อยู่บนพื้นกลมสีขาว พื้นหลังสีแดง

ต่อมาในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นาซีเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามและล่มสลาย พรรคนาซีกลายเป็นพรรคผิดกฎหมายในประเทศเยอรมนี โดยอ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญของเยอรมันตะวันออก และ เยอรมันตะวันตก