พนมเปญ

พนมเปญ

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

พนมเปญ[4] หรือ ภนุมปึญ[4] (เขมร: ភ្នំពេញ ภฺนํเพญ, ออกเสียง: [pʰnum pɨɲ]; อังกฤษ: Phnom Penh) อีกชื่อหนึ่งที่เป็นทางการคือ ราชธานีพนมเปญ เป็นเมืองหลวงของประเทศกัมพูชา และยังเป็นเมืองหลวงของนครหลวงพนมเปญด้วย ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า ไข่มุกแห่งเอเชีย (เมื่อคริสต์ทศวรรษ 1920 พร้อมกับเมืองเสียมราฐ) นับเป็นเมืองที่เป็นเป้าการท่องเที่ยวทั้งจากผู้คนในประเทศและจากต่างประเทศ พนมเปญยังมีชื่อเสียงในฐานะที่มีสถาปัตยกรรมแบบเขมรดั้งเดิมและแบบได้รับอิทธิพลฝรั่งเศส

กรุงพนมเปญเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยจังหวัดกันดาล และเป็นเมืองศูนย์กลางการค้า การเมือง และวัฒนธรรมของกัมพูชา มีประชากรถึง 2 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศ 15.2 ล้านคน

พนมเปญไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นถิ่นฐานที่ตั้งหลัก จนกระทั่งเข้าสู่ยุคเมืองพระนคร หลังจากนครวัดและเมืองอื่นๆใกล้เคียงเริ่มมีชื่อเสียงโดดเด่นประจักษ์สู่สายตาประชาคมโลก

ช่วงกลางศตวรรษที่ 15 เจ้าพระยาญาติ กษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมรทรงย้ายราชธานีจากเมืองนครธมซึ่งถูกทำลายและยึดครองโดยกองทัพสยาม มาตั้งอยู่ที่ ณ พื้นที่ที่เป็นกรุงพนมเปญในปัจจุบันและทรงก่อร่างสร้างนครหลวงใหม่สร้างพระราชวัง ทรงตั้งนามเมืองหลวงแห่งนี้ว่า จตุมุข (ចតុមុខ) มีความหมายแปลว่า "เมืองที่มีสี่ใบหน้า" สื่อถึง พระพรหมผู้มีพระพักตร์ 4 หน้า กรุงจตุมุขมีชื่อเต็มว่า จตุรมุข มงคลสกลกัมพูชาธิบดี ศรีโสธรบวรอินทปัตถ์ บุรีรัฏฐราชสีมามหานคร (ក្រុងចតុមុខមង្គលសកលកម្ពុជាធិបតី សិរីធរបវរ ឥន្ទបត្តបុរី រដ្ឋរាជសីមាមហានគរ) มีความหมายว่า "สถานที่แห่งแม่น้ำสี่สายที่ให้ความสุขและความสำเร็จของอาณาจักรเขมรผู้นำสูงสุดและเมืองที่ไม่อาจทำลายได้ของพระอินทร์แห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่" เป็นชื่อเรียกกรุงพนมเปญสมัยนั้น[5] และยุคสมัยนี้จึงเรียกว่ายุคสมัยจตุมุขทำให้กรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงของกัมพูชาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กรุงพนมเปญยังคงเป็นเมืองหลวงอยู่ 73 ปีจากปี ค.ศ. 1432 - 1505 และถูกทอดทิ้งเป็นเวลา 360 ปี (จากปี ค.ศ. 1505 ถึง 1865) โดยกษัตริย์ที่ตามมาเนื่องจากการต่อสู้ภายในราชวงศ์ระหว่างผู้อ้างสิทธิชิงบัลลังก์ หลังจากนั้นกษัตริย์ก็ย้ายเมืองหลวงหลายต่อหลายครั้งและสร้างเมืองหลวงขึ้นในสถานที่ต่าง ๆ เช่น ศรีสันธร, ละแวกและกรุงอุดงมีชัย

ในระหว่างอานามสยามยุทธในสมัยพระอุทัยราชา (นักองค์จัน) ได้ย้ายเมืองหลวงกลับมายังกรุงพนมเปญอีกครั้งเพื่อเข้ากับญวนจนจบศึกพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองค์ด้วง) ครองราชย์จึงได้ย้ายกลับมาอยู่ ณ อุดงมีชัย

จนกระทั่งเมื่อกัมพูชาลงนามในสนธิสัญญายอมเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1866 ภายใต้การปกครองของพระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงอุดงมีชัยกลับมาที่พนมเปญทรงแต่งตั้งกรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงของประเทศอย่างเป็นทางการนับแต่บัดนั้น หลังจากการมีการทำสัญญากับฝรั่งเศสแล้วต่อมากัมพูชาก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศสแถบอินโดจีนที่รวมถึงเวียดนามและลาว ภายใต้อำนาจการปกครองแบบเต็มรูปแบบของปารีส ทำให้พนมเปญมีศักยภาพและเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเมืองที่มีขนาดเล็กกว่าหมู่บ้าน ก้าวไปสู่การพัฒนาเป็นเมืองท่าริมน้ำที่ทันสมัยของฝรั่งเศส

แม้จะมีความวุ่นวายในส่วนอื่นๆ ของประเทศทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่พนมเปญยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสจนกระทั่งปี ค.ศ. 1953 ภายใต้การนำของสมเด็จนโรดมสีหนุและคลื่นมวลชนชาวเขมรที่ออกมาเรียกร้องเอกราช จนได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่วงต้นของปี ค.ศ. 1970 พนมเปญค่อนข้างมีความสงบท่ามกลางทะเลสงครามในประเทศกัมพูชา

ในปี ค.ศ. 1975 กองกำลังเขมรแดงภายใต้การนำของพอลพตบุกโจมตีพนมเปญ หลังจากเข้ายึดครองไม่กี่วันจึงเริ่มกวาดล้างประชากรกว่าสองล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยเนรเทศออกไปสู่ชนบท ภายใน 4 ปีพนมเปญแทบร้างผู้คน ยกเว้นเขตพื้นที่กักกัน เช่น S-21 และพื้นที่บางส่วนที่ชาวเขมรแดงอาศัยอยู่

เมื่อเขมรแดงถูกขับไล่ออกไปจากกรุงพนมเปญในปี ค.ศ. 1979 ผู้คนจึงค่อยๆ ทยอยกลับเข้ามาอาศัยในเมืองอีกครั้ง แต่เนื่องจากสภาพบ้านเมืองที่ถูกทำลายและทรุดโทรมอย่างมาก รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นน้อย องค์การระหว่างประเทศจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทและให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูบ้านเมือง หลังจากการลงนามในความตกลงทางการเมืองสมบูรณ์แบบในความขัดแย้งกัมพูชา หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ความตกลงสันติภาพกรุงปารีส (Paris Peace Agreement) ในปี ค.ศ. 1991 ซึ่งคืนเสถียรภาพเต็มที่แก่ประชาชนชาวกัมพูชา

ในปี ค.ศ. 1999 กัมพูชาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งสนับสนุนและดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนในกัมพูชามากขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นในทางที่ดีสำหรับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ

พนมเปญ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนกลางค่อนใต้ของกัมพูชา และล้อมรอบด้วยเขตกันดาล ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและโตนเลสาบ พิกัดภูมิศาสตร์ 11°33′00″N 104°55′00″E / 11.55°N 104.91667°E / 11.55; 104.91667 (11°33' เหนือ, 104°55' ตะวันออก,[6]) ครอบคลุมพื้นที่ 678.46 ตารางกิโลเมตร (262 ตารางไมล์) เป็นตัวเมือง 11,401 เฮกตาร์ (28,172 เอเคอร์) และถนน 26,106 เฮกตาร์ (64,509 เอเคอร์)

เทศบาลพนมเปญ มีพื้นที่ 678.46 ตารางกิโลเมตร (261.95 ตารางไมล์) มีสถานะเป็นจังหวัด มีทั้งหมด 9 เขต 76 แขวง และ 637 หมู่บ้าน

ใน ค.ศ. 2008 พนมเปญมีประชากร 2,009,264 คน มีครัวเรือน 5,358 หลัง อัตราการเติบโต 3.92% ชนชาติอื่น ๆ ในพนมเปญ ได้แก่ ชนชาติจีน เวียดนาม ฯลฯ และชนกลุ่มน้อย เช่น ไทยสยาม บูดง มนง กุย ชง และ จาม ศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท คิดเป็น 90% ของชาวพนมเปญทั้งหมด ภาษาทางการคือ ภาษาเขมร ส่วนภาษาอื่นที่ใช้กันทั่วไปคือ ภาษาอังกฤษ และ ภาษาฝรั่งเศส

พนมเปญ เป็นเมืองที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (ข้อมูลปี 2562) มากที่สุดในประเทศ มีค่าอยู่ที่ 0.731 ซึ่งอยู่ในระดับสูง[9]

พนมเปญเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา มีอัตราการเติบโตมากขึ้นในแต่ละปี เป็นศูนย์รวมของโรงแรม ภัตตาคาร บาร์ และสิ่งก่อสร้างมากมาย

การเติบโตทางเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 ได้มีการเปิดศูนย์การค้าแบบตะวันตกชื่อว่า ศูนย์การค้าโสรยา และ ศูนย์การค้าสุวรรณา รวมทั้งกิจการภัตตาคารและแฟรนไชส์ตะวันตกอื่น ๆ ได้แก่

ตึกที่สูงที่สุดในพนมเปญ คือ ตึกวัฒนะ (Vattanac Capital Phnom Penh)[13] สูง 200 เมตร (656 ฟุต) สร้างถึงยอดเมื่อ พฤษภาคม ค.ศ. 2012 สามารถมองเห็นตัวเมืองได้ทั่ว

สายการบิน กัมพูชานครแอร์ มีที่ทำการใน พนมเปญ

สนามกีฬาที่สำคัญในพนมเปญ ได้แก่ สนามกีฬาโอลิมปิกพนมเปญ จุคนได้ 50,000 คน อย่างไรก็ตาม สนามนี้ไม่เคยถูกใช้ในกีฬาโอลิมปิกเลย สนามนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1964 เป็นสนามเหย้าของฟุตบอลทีมชาติกัมพูชา

การเดินทางในพนมเปญใช้รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์ เมื่อ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2007 เริ่มมี บริษัท มายลิง โอเพ่นทัวร์ (Mai Linh Open Tou) จากเวียดนามมาบริการแท๊กซี่มิเตอร์หลังคาสีเขียว จะคิดค่าบริการเริ่มต้นที่ 1.50 ดอลลาร์ [14]

ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ เป็นท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ห่างจากตัวเมืองพนมเปญ 7 กิโลเมตร (4.3 ไมล์)

พนมเปญมีเมืองพี่น้องดังต่อไปนี้[15]

มอสโก, รัสเซีย 

ดูชานเบ, ทาจิกิสถาน
ต็อชเคนต์, อุซเบกิสถาน
บิชเคก, คีร์กีซสถาน
นูร์-ซุลตัน, คาซัคสถาน 
อาชกาบัต, เติร์กเมนิสถาน

โซล, เกาหลีใต้
โตเกียว, ญี่ปุ่น
ไทเป, ไต้หวัน
ปักกิ่ง, จีน
ฮ่องกง, ฮ่องกง (จีน)
มาเก๊า, มาเก๊า (จีน)
เปียงยาง, เกาหลีเหนือ
อูลานบาตาร์, มองโกเลีย

กาฐมาณฑุ, เนปาล
ศรีชยวรรธนปุระโกฏเฏ, ศรีลังกา
คาบูล, อัฟกานิสถาน
ดีเอโกการ์ซีอา, บริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรี (สหราชอาณาจักร)
ทิมพู, ภูฏาน
ธากา, บังกลาเทศ
นิวเดลี, อินเดีย
มาเล, มัลดีฟส์
อิสลามาบาด, ปากีสถาน

กรุงเทพมหานคร, ไทย
กัวลาลัมเปอร์ ,มาเลเซีย
จาการ์ตา, อินโดนีเซีย
ดิลี, ติมอร์-เลสเต
เดอะเซตเทิลเมนต์, เกาะคริสต์มาส (ออสเตรเลีย)
เนปยีดอ, พม่า
บันดาร์เซอรีเบอกาวัน, บรูไน
พนมเปญ, กัมพูชา
พอร์ตมอร์สบี, ปาปัวนิวกินี
มะนิลา, ฟิลิปปินส์
เวียงจันทน์, ลาว
สิงคโปร์, สิงคโปร์
ฮานอย, เวียดนาม
เวสต์ไอแลนด์, หมู่เกาะโคโคส (คีลิง) (ออสเตรเลีย)

คูเวตซิตี , คูเวต
ซานา, เยเมน
ดามัสกัส, ซีเรีย
โดฮา, กาตาร์
เตหะราน, อิหร่าน
ทบิลีซี, จอร์เจีย 
นิโคเซีย, ไซปรัส
นอร์ทนิโคเซีย, นอร์เทิร์นไซปรัส
บากู, อาเซอร์ไบจาน 
เบรุต, เลบานอน

แบกแดด, อิรัก
มัสกัต, โอมาน
มานามา, บาห์เรน
เยรูซาเลม, อิสราเอล#
เยรูซาเลมตะวันออก, ปาเลสไตน์#
เยเรวาน, อาร์มีเนีย
รียาด, ซาอุดีอาระเบีย
อังการา, ตุรกี 
อัมมาน, จอร์แดน
อาบูดาบี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

วัดพนม เป็นที่มาของชื่อพนมเปญ
แม่น้ำจากโตนเลสาบ
รัฐสภาชาติกัมพูชา
ทำเนียบรัฐบาล(วิมานสันติภาพ)
รัฐสภา
ศาลฎีกา
ศูนย์การค้าซอร์ยา
ภาพถ่ายทางอากาศของกรุงพนมเปญ
พระราชวังสันติภาพ
อาคารสภารัฐมนตรี