ทีนา เทอร์เนอร์

ทีนา เทอร์เนอร์

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

ทีนา เทอร์เนอร์ (อังกฤษ: Tina Turner)หรือชื่อจริง แอนนา เม บุลล็อก(อังกฤษ: Anna Mae Bullock) เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1939 ที่เมืองนัตบุชในรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา[2]เธอเป็นนักร้องหญิงชาวอเมริกัน สัญชาติสวิส[3]โดยมีชื่อเสียงระดับโลกจากผลงานเพลงและการแสดงสดบนเวทีที่ตื่นเต้นทรงพลังทั้งน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และลีลาท่าเต้นที่เร้าใจ จนเธอได้รับการขนานนามว่าเป็น "ราชินีร็อกแอนด์โรล (The Queen of Rock & Roll)"[4][5]อีกทั้งเธอยังเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนานหลายทศวรรษว่าเป็น "นักร้องหญิงที่มีเรียวขาสวยมากที่สุด"คนหนึ่งในวงการเพลงโลก [6][7] นอกจากเพลงร็อกแล้วเธอยังมีผลงานเพลงในแนวโซล อาร์แอนด์บี แด๊นซ์ คันทรี่ และป็อป อีกด้วย ชื่อของเธอติดอันดับในหลายต่อหลายชาร์ทระดับโลกในการจัดอันดับของสถาบันและนิตยสารชั้นนำต่าง ๆ มากมาย อาทิ นิตยสารโรลลิงสโตน ยกย่องเธอให้เป็น หนึ่งในนักร้องและศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (The Immortals — The Greatest Artists of All Time and The Greatest singers of All Time) และในปีพ.ศ. 2564 (2021) ทีนา กลายเป็นศิลปินหญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกสองครั้งเข้าสู่ หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรลฮอลล์ออฟเฟม (the Rock and Roll Hall of Fame) โดยครั้งแรกเธอกับอดีตสามี ไอค์ เทอร์เนอร์ ถูกบรรจุเข้าในฐานะคู่ดนตรี ในปีพ.ศ. 2534 (1991) และครั้งที่สอง ทีนาถูกบรรจุเข้าในฐานะศิลปินเดี่ยว

'ทีนา เทอร์เนอร์'เป็นทั้งนักร้อง-นักแต่งเพลง, นักเต้น และ นักแสดง และได้รับการจารึกชื่อบนฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1986[8] ทีนา ได้รับรางวัลมากมายตลอดชีวิตการทำงานของเธอ รวมไปถึงรางวัลแกรมมี่ที่เธอได้รับมาแล้วรวมทั้งหมด 12 ครั้ง โดยใน 8 ครั้ง มาจากการเสนอชื่อเข้าชิง 25 ครั้ง[9] และเธอมีผลงานเพลงที่ได้รับเกียรติถูกคัดเลือกจัดเข้าไปอยู่ใน Grammy Hall of Fame ถึง3 เพลงด้วยกันคือ "River Deep - Mountain High" (1999), "Proud Mary" (2003) และ "What's Love Got to Do with It" (2012) [10]และอีกหนึ่งรางวัลคือ Grammy Lifetime Achievement Award.

ถึงแม้เทอร์เนอร์จะเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินร็อกหญิงที่โด่งดังและเป็นหนึ่งในศิลปินนักร้องที่มียอดขายมากที่สุดคนหนึ่ง[11] ด้วยยอดขายทั่วโลกรวมแล้วเกือบ 200 ล้านชุดก็ตาม[8][12] แต่สำหรับเธอ เธอมองตัวเองว่าเป็น'ผู้มอบความบันเทิง'(อังกฤษ: Performer)มากกว่า[1]เพราะตั้งแต่เริ่มเข้าวงการจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลากว่า60ปี สิ่งที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้ทีนามากที่สุดคือการแสดงสด คอนเสิร์ตของทีนาเป็นที่ร่ำลือถึงพลังความร้อนแรง ลีลาที่เร่าร้อน และเป็นการแสดงสดที่มีคุณภาพ [13]ในปีค.ศ. 1986 การแสดงคอนเสิร์ต Break Every Rule World Tour ที่ รีโอเดจาเนโรของทีนาถูกบันทีกลงในกินเนสบุ๊กว่ามีผู่ซื้อบัตรเข้าชมมากที่สุดสำหรับศิลปินเดี่ยวเป็นจำนวนสูงถึง 184,000คน และในปีค.ศ.2000 ทีนาครองแชมป์ ทัวร์คอนเสิร์ตทำเงินสูงสุดแห่งปี 2000 ในทวีปอเมริกาเหนือ ทำรายได้ 80.2ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการทัวร์ Twenty Four Seven Tour ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตอำลาเวทีการแสดงสดในสเตเดียมใหญ่ๆของทีนา ซึ่งณเวลานั้นเป็นอันดับที่5ของคอนเสิร์ตที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล จากการรายงานของนิตยสาร Pollstar[14] ทั้งๆที่อัลบั้ม Twenty Four Seven มียอดขายน้อยและซิงเกิลทั้ง2เพลงจากอัลบั้มนี้ก็ไม่ฮิตติดอันดับของบิลบอร์ดเลยแม้แต่เพลงเดียว แต่บัตรคอนเสิร์ตของทีนากลับสามารถขายได้หมดทุกที่นั่งเกือบทุกโชว์ ซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีที่พิสูจน์แล้วว่า การทัวร์คอนเสิร์ตจะประสบความสำเร็จได้ อัลบั้มที่จะออกทัวร์ต้องมียอดขายสูงและต้องมีซิงเกิลที่ฮิตติดอันดับ [15]และในปีเดียวกันนั้น ทีนาถูกบันทีกลงในกินเนสบุ๊กอีกครั้งว่าเป็นศิลปินเดี่ยวที่มียอดขายตั๋วคอนเสิร์ตเป็นจำนวนมากที่สุดในโลก[16][17][18][19]

ถึงวันนี้เธอมีเพลงที่ติดใน ทอปเท็นบิลบอร์ดฮอต 100อยู่ 7 เพลง[22] มีเพลงติดในทอปเท็นบิลบอร์ดฮอต R&B singles อยู่ 16 เพลง และเธอยังเป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงติดใน Top 40 hits ในสหราชอาณาจักรตลอดระยะเวลา 7 ทศวรรษ โดยมีทั้งหมด 35 เพลง[23]

ทีนา มีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมหลายเพลงอาทิ "Acid Queen" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Tommy ในปี 1975, "We Don't Need Another Hero" จาก Mad Max Beyond Thunderdome ปี 1985, "I Don't Wanna Fight" ในปี 1993 จากภาพยนตร์ชีวประวัติของเธอ และ ในปี ค.ศ. 1995 หรือ พ.ศ. 2538 ทีนาได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Goldeneye หรือ พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก ในปี 2003, ทีน่ามีผลงานเพลง "Great Spirits" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนของค่ายดิสนีย์เรื่อง Brother Bear [24] ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีน่าได้เคย ร่วมงานกับค่ายดิสนีย์มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1999 กับผลงานเพลง "He Lives in You" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Lion King II: Simba's Pride[25] นอกจากนั้นผลงานเพลงในอดีตของทีน่ายังได้ถูกนำไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อีกหลายเรื่องอาทิเพลง "Break Through the Barrier" จากภาพยนตร์เรื่อง Days of Thunder (1990)[26] และเพลง "The Best" จากภาพยนตร์เรื่อง Hitman's Wife's Bodyguard (2021)[27]

นอกจากงานเพลงแล้ว ทีนามีผลงานการแสดงรวมทั้งสิ้น 4 เรื่อง โดยเริ่มจากการรับบทเป็น "Acid Queen" ในภาพยนตร์เรื่อง Tommy ท่ถูกสร้างจากการดัดแปลงเนื้อหาในคอนเซ็ปต์อัลบั้มชื่อเดียวกันแนวร็อกโอเปราของเดอะ ฮู ออกฉายในปี ค.ศ. 1975[28] ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 ทีนาร่วมแสดงเป็นดารารับเชิญพิเศษในฉากปิดของภาพยนตร์เรื่องSgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band[29] ในปี ค.ศ. 1985 ทีนาได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดง เมื่อเธอได้ร่วมแสดงนำคู่กับเมล กิบสัน รับบทเป็น "Antie Entity" ซึ่งเป็นบทที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะในภาพยนตร์แนวแอกชั่นสัญชาติออสเตรเลียเรื่อง Mad Max: Beyond Thunderdome (แมดแม็กซ์ 3)[30] และบทรับเชิญใน Last Action Hero ปี 1993 นำแสดงโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์

ปี พ.ศ. 2561 ละครเพลงชีวประวัติของเธอเรื่อง Tina: The Musical ที่เธอมีส่วนร่วมในการผลิตอย่างเต็มตัว ได้เปิดการแสดงขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงละคร Aldwych Theatre ในเวสต์เอนด์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ[31] และจะเปิดการแสดงที่บรอดเวย์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 [32]

ในปี 1986 ทีน่าได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ชื่อ I, Tina เล่าถึงชีวิตตั้งแต่เด็ก และเป็นครั้งแรกที่เธอเปิดโปงถึงเรื่องราวชีวิตการแต่งงานระหว่างเธอกับไอก์ ที่เธอได้รับการทารุณทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสเกือบตลอดช่วงชีวิตการแต่งงาน จนถึงการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเธอ ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์วงการร็อก[33] ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อัตชีวประวัติเรื่อง What's Love Got to Do with It ที่ออกฉายในปี 1993 นำแสดงโดยแองเจลา แบสเซท และลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 เรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่เกิดรวมถึงชีวิตรักของเธอในปัจจุบันได้ถูกถ่ายทอดอย่างหมดเปลือกด้วยตัวเธอเองลงในหนังสือชื่อ Tina Turner: My Love Story ซึ่งในหนังสืออัตชีวประวัติเล่มที่สองของเธอนี้ เธอได้เล่าถึงเหตุการณ์ร้ายแรงไม่คาดฝันที่ทำไห้เธอเกือบเสียชีวิตที่เกิดข้นเพียงไม่กี่อาทิตย์หลังงานแต่งงานของเธอกับ เออร์วิน บาค สามีต่างวัยผู้บริหารวงการเพลงชาวเยอรมัน ที่เธอคบหามานานเป็นเวลากว่า 30 ปี และการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของเขาที่ต่ออายุให้เธอจนสามารถมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ [34][35]


เรื่องราวของเธอได้ถ่ายทอดออกมาในบทความ ฝ่ามรสุมรักด้วยหลักธรรม ซึ่งในปัจจุบันนี้เธอนับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน เป็นสมาชิกของสมาคมโซคา งัคไก สากล ซึ่งในบางตอนของบทความได้บอกว่า “จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ฉันมองว่า พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่เราพึ่งพิงได้ การสวดมนต์จะช่วยให้เราเข้าถึงแก่นแท้ ซึ่งอยู่ในจิตใต้ สำนึกของตัวเรา”[41]