จักรวรรดิรัสเซีย

จักรวรรดิรัสเซีย

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

จักรวรรดิรัสเซีย[e] เป็นจักรวรรดิในประวัติศาสตร์ที่มีอาณาเขตกว้างขวางตั้งแต่ยูเรเชียจนถึงอเมริกาเหนือตั้งแต่ ค.ศ. 1721 โดยสืบทอดจากอาณาจักรซาร์รัสเซียหลังการทำสนธิสัญญานีสตาดซึ่งยุติมหาสงครามเหนือ จักรวรรดิรัสเซียดำรงอยู่จนกระทั่งสาธารณรัฐรัสเซียได้รับการประกาศจัดตั้งโดยรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่งเข้ายึดอำนาจหลังการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917[5][6] จักรวรรดิรัสเซียเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง จักรวรรดิรัสเซียได้แผ่ขยายดินแดนไปถึงสามทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ แต่ในเรื่องของขนาดนั้น เป็นรองจากจักรวรรดิบริติชและจักรวรรดิมองโกลเท่านั้น การผงาดขึ้นของจักรวรรดิรัสเซียเกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมอำนาจของมหาอำนาจข้างเคียงที่เป็นคู่แข่ง เช่น จักรวรรดิสวีเดน เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย เปอร์เซีย จักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิ​ต้าชิง

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดินแดนรัสเซียถูกปกครองโดยโบยาร์ ซึ่งเป็นชนชั้นขุนนาง ผู้ซึ่งเหนือกว่านั้นคือซาร์ ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นจักรพรรดิในอนาคต ซาร์อีวานที่ 3 (ค.ศ. 1462–1505) ได้วางรากฐานสำหรับจักรวรรดิที่จะปรากฏขึ้นในอนาคต พระองค์ทรงขยายดินแดนของรัสเซียออกไปเป็นสามเท่า ยุติการครอบงำของโกลเดนฮอร์ด ปรับปรุงเครมลินแห่งมอสโก และวางรากฐานของรัฐรัสเซีย ราชวงศ์โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่การก่อตั้งจักรวรรดิใน ค.ศ. 1721 จนถึง ค.ศ. 1762 ราชวงศ์ฮ็อลชไตน์-ก็อทตาร์ฟ-โรมานอฟ ซึ่งเป็นสาขาฝั่งมารดาของเชื้อสายเยอรมันที่สืบทอดทางบิดา ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ ค.ศ. 1762 จนถึงการสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิรัสเซียมีอาณาเขตที่กว้างขวาง จากมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือ จรดทะเลดำทางตอนใต้ และจากทะเลบอลติกทางทิศตะวันตก จรดอะแลสกาและแคลิฟอร์เนียในทวีปอเมริกาเหนือ ทางทิศตะวันออก[7]

ตามการสำมะโนครัวประชากรใน ค.ศ. 1897 จักรวรรดินี้มีประชากรอยู่ที่ 125.6 ล้านคน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในยุคนั้น รองลงมาจากจีนสมัยราชวงศ์ชิงและอินเดีย เช่นเดียวกับจักรวรรดิอื่น ๆ จักรวรรดิรัสเซียมีความหลายทางด้านเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนาเป็นอย่างมาก จักรวรรดิรัสเซียมีเศรษฐกิจที่มาจากการทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งชาวนารัสเซียต้องทำงานอย่างไม่ได้ก่อเกิดผลอะไร ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะ "ทาสติดที่ดิน" ผู้ที่ถูกผูกมัดอยู่กับดินแดนภายใต้การจัดการของระบบศักดินา ทาสติดที่ดินนั้นได้รับอิสรภาพใน ค.ศ. 1861 แต่ชนชั้นสูงที่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวยังคงควบคุมที่ดินอยู่ เศรษฐกิจนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากการลงทุนจากต่างประเทศ ในเรื่องการรถไฟและโรงงาน องค์ประกอบที่ไม่ลงรอยหลายประการทำเกิดการก่อกบฎและการลอบสังหารในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตำรวจลับของจักรวรรดิรัสเซียได้จับตาผู้ที่เห็นต่างอย่างใกล้ชิด และหลายพันคนถูกเนรเทศไปยังไซบีเรีย

แม้ว่าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 จะไม่ได้ก่อตั้งจักรวรรดิรัสเซียอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งหลังเกิดสนธิสัญญานีสตาด (ค.ศ. 1721) โดยนักประวัติศาสตร์บางคนได้โต้แย้งว่าซาร์อีวานที่ 3 แห่งรัสเซียได้พิชิตเวลีคีนอฟโกรอด ใน ค.ศ. 1478[ต้องการอ้างอิง] จากมุมมองอื่นนั้น คำว่าอาณาจักรซาร์ ซึ่งเป็นคำที่ถูกใช้หลังจากการราชาภิเษกของซาร์อีวานที่ 4 ใน ค.ศ. 1547 ก็เป็นคำในภาษารัสเซียร่วมสมัยสำหรับความหมายคำว่า "จักรวรรดิ" แล้ว[ต้องการอ้างอิง]

จักรพรรดิปีเตอร์มหาราชทรงรวบรวมอำนาจในรัสเซียให้มีความเป็นปึกแผ่นแล้วนำพาจักรวรรดิรัสเซียในขณะนั้นไปสู่ระบบรัฐของยุโรปพระองค์ทรงเปลี่ยนจากอาณาจักรเล็กๆเริ่มแรกในศตวรรษที่ 14 ให้กลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลกในรัชสมัยของพระองค์ ทรงขยายดินแดนเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ยูเรเซีย ตั้งแต่ทะเลบอลติกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก และได้ขยายออกไปมากในช่วงศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตามนี้คือแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล และมีประชากรเพียง 14 ล้านคน ส่วนใหญ่ที่อยู่ตามชนบทและทำกสิกรรมทางตะวันตกของประเทศ ส่วนน้อยที่อยู่ในเมือง ปีเตอร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การปกครอง และการทำศึกสงครามเสียใหม่ เพื่อให้เจริญก้าวหน้าโดยรับแนวคิดมาจากตะวันตกมาโดยทั้งสิ้น พระองค์ทรงเรียนรู้กลยุทธ์และการป้องกันมากมายจากตะวันตก แล้วยังสร้างกองทัพที่เข้มแข็ง ซึ่งมาจากการเกณฑ์ทหาร พระองค์ยังเป็นจักรพรรดิซาร์พระองค์แรกที่เสด็จประพาสยุโรปด้วย พระองค์ทรงทำสงครามกับสวีเดนเพื่อชิงแผ่นดินส่วนที่ติดกับทะเลบอลติกให้มีทางออกสู่ทะเลอีกทั้งยังให้เป็นประตูสู่ยุโรปด้วย และสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อว่า เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และเมื่อนโปเลียนบุกรัสเซีย รัสเซียก็มีชัยเหนือกองทัพของเขา นั้นเป็นการแสดงให้โลกรู้ว่าจักรวรรดิรัสเซียนั้นยังคงเป็นมหาอำนาจที่ไม่อาจโค่นล้มได้ง่าย ๆ

เมื่อล่วงเข้าศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิอยู่ภายใต้การนำของจักรพรรดินีโคลัสที่ 1 ซึ่งทรงทำสงครามพิชิตแหลมไครเมียกับจักรวรรดิออตโตมันเมื่อล่วงเข้ารัชสมัยของ จักรพรรดิอะเลคซันดร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย รัสเซียก็พิชิตแหลมไครเมียได้สำเร็จซึ่งในขณะนั้นเองจักรวรรดิก็ก้าวเข้าสูการปฏิรูปประเทศอีกครั้ง ทาสเริ่มได้รับสิทธิมากขึ้น เริ่มมีการเผยแพร่ความรู้ และเริ่มมีแผนที่จะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นด้วย แต่พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์เสียก่อน

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มมีกระแสการปฏิวัติไปทั่วโลก ในขณะนั้นเองจักรวรรดิรัสเซียก็เริ่มเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนอดยากทั่วรัสเซีย ฤดูหนาวที่โหดร้าย และการพ่ายแพ้สงคราม ภายใต้อำนาจของจักรพรรดิซาร์นีโคลัสที่ 2 เริ่มมีชนกลุ่มเล็กภายในเซนต์ปีเตอส์เบิร์กเริ่มคิดก่อการปฏิวัติ เมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 1905 ประชาชนได้รวมตัวกันชุมนุมกัน ณ จัตุรัสแดง ที่พระราชวังฤดูหนาว ในเซนต์ปีเตอส์เบิร์กเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อจักรพรรดิซาร์ และเมื่อจักรพรรดิซาร์เสด็จออกมา ปืนและปืนใหญ่ของทหารม้ารัสเซียก็ระดมยิงใส่ผู้ชุมนุมประท้วง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้รู้จักกันดีในชื่อว่า วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) หรือ อาทิตย์ทมิฬ ต่อมาเมื่อรัสเซียแพ้สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น และ สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1917 เกิดการปฏิวัติขึ้นชื่อว่า (การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์) นำโดย วลาดิมีร์ เลนิน ซึ่งจักรพรรดิซาร์นีโคลัสที่ 2 ก็ต้องทรงสละราชบัลลังก์และถูกกักกันตัวไว้ หลังจากการปฏิวัติไม่นาน ราชวงศ์ก็ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังอเล็กซานเดอร์ และระหว่างเมษายน และ พฤษภาคมปี 1918 ก็ทรงถูกย้ายจากพระราชวังอเล็กซานเดอร์มาประทับ ณ เมืองเยคาเทียรินเบิร์ก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 1:30 นีโคลัส อเล็กซานดร้า โอรสและธิดา ถูกหลอกให้ลงมาชั้นใต้ดิน แต่เมื่อทั้งหมดลงมา ก็ถูกขังไว้ในห้องพร้อมกับทหารกลุ่มบอลเชวิค โดยทั้งหมดสิ้นพระชนม์จากการถูกยิงเป้าหมู่ ภายหลังได้มีการฝังพระศพทั้งหมดร่วมกัน เป็นการปิดฉากราชวงศ์โรมานอฟและจักรวรรดิรัสเซีย

ธงแห่งจักรวรรดิรัสเซียในวาระแห่งการเฉลิมฉลอง ตั้งแต่ปี 1858 ถึง 1883.[8][9][10][11][12] อย่างไรก็ตาม ธงนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับธงชาติรัสเซียแถบสีขาว-น้ำเงิน-แดง
ธงประจำพระอิสริยยศสมเด็จพระจักรพรรดิ ใช้รว่างปี ค.ศ. 1858 - 1917