งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 93

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 93

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 93 (อังกฤษ: 93rd Academy Awards) เป็นงานประกาศผลรางวัลด้านภาพยนตร์ จัดขึ้นโดยสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences) เพื่อเป็นเกียรติแก่ภาพยนตร์ที่ออกฉายระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 มีกำหนดจัดขึ้น 2 สถานที่พร้อมกันคือ สถานีรถไฟยูเนียนสเตชัน และโรงภาพยนตร์ดอลบีเธียเตอร์, ลอสแอนเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา[n 1] ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564 (ตามเวลาท้องถิ่น) ตรงกับเช้าวันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564 (ตามเวลาประเทศไทย)

เดิมมีกำหนดจัดงานในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 แต่ต้องเลื่อนการจัดงานออกไป 2 เดือนเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การประกาศรายชื่อผู้เช้าชิงรางวัลในแต่ละสาขา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564[2]

ภาพยนตร์เรื่อง โนแมดแลนด์ เป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์มากที่สุดในครั้งนี้ ชนะทั้งสิ้น 3 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย[3] ภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ เช่น เดอะ ฟาเธอร์, จูดาส แอนด์ เดอะ แบล็ก เมสไซอาห์, มา เรนีย์ ตำนานเพลงบลูส์, แมงค์, อัศจรรย์วิญญาณอลเวง และ สุดทางร็อก ชนะเรื่องละ 2 สาขา ส่วนภาพยนตร์ Another Round, Colette, ถ้าเกิดอะไรขึ้น... หนูรักพ่อแม่นะ, มินาริ, บทเรียนจากปลาหมึก, สาวซ่าส์ล่าบัญชีแค้น, เทเน็ท และ หนึ่งวันอันตราย ชนะเรื่องละ 1 สาขา จึงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 78 เมื่อปี ค.ศ. 2006 ที่ไม่มีภาพยนตร์เรื่องใดชนะรางวัลออสการ์มากกว่า 3 สาขา และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 44 ที่การประกาศผลรางวัลสุดท้ายของงานไม่ใช่สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม[4]

จากการวัดเรตติ้งถ่ายทอดสดบนโทรทัศน์โดยบริษัท นีลเส็น (ซึ่งเริ่มวัดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974) งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้ ทำสถิติจำนวนผู้ชมน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนคนดูเพียง 10.4 ล้านคน[1]

สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences) ประกาศเลื่อนการจัดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ออกไปจากกำหนดเดิมคือวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เป็นวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564 แทน เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และขยายกำหนดระยะเวลาการฉายของภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ที่จะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ออกไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 จึงถือเป็นครั้งที่สี่ในประวัติศาสตร์ของการจัดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ที่มีการเลื่อนการจัดงานตามกำหนดเดิม และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 6 ที่ภาพยนตร์ที่เข้าฉายคนละปี สามารถถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้ในครั้งเดียวกัน[5]

การประกาศรายชื่อผู้เช้าชิงรางวัลในแต่ละสาขา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564 ผ่านช่องทางออกอากาศสดทางเว็บไซต์หลัก โดยพิธีกร ปริยังกา โจปรา และนิก โจนาส[6][7]

แอนโทนี ฮ็อปกินส์ เป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาการแสดงที่มีอายุมากที่สุด ในวัย 83 ปี[8] ส่วน ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์ กลายเป็นบุคคลลำดับที่ 7 ที่ชนะรางวัลออสการ์สาขาการแสดงตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป จากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง โนแมดแลนด์[9] นอกจากนี้ภาพยนตร์ดังกล่าว ยังทำให้โคลอี เจา กลายเป็นผู้หญิงเอเชียคนแรกที่ชนะรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเป็นผู้หญิงคนที่สองต่อจากแคทริน บิเกโลว์ ที่ชนะรางวัลสาขานี้เมื่อปี ค.ศ. 2010 จากภาพยนตร์เรื่อง หน่วยระห่ำ ปลดล็อกระเบิดโลก[10] การชนะรางวัลบนเวทีออสการ์ของโคลอี เจา ถูกระงับการแพร่ภาพสัญญาณและบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในจีน[11]

ผู้ชนะรางวัลจะอยู่ในลำดับแรก เป็นตัวหนา และมีกริชคู่ (double-dagger)[12]

สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences) ยกเลิกการจัดงานมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศประจำปี เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และมีแผนจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว รวมเข้าไว้ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปีแทน[13] จึงนับเป็นปีแรกที่ยังไม่มีผู้ได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศอย่างเป็นทางการ ก่อนการจัดงานประกาศผลออสการ์

เพลงนำภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขาเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จัดแสดงใน Oscars: Into the Spotlight ช่วงพิเศษก่อนงานประกาศผลรางวัล โดยการแสดงในเพลง "Husavik" ถูกบันทึกการแสดงใน ฮูซาวิก, ไอซ์แลนด์ ส่วนอีก 4 เพลงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ ในลอสแอนเจลิส ช่วงพิเศษ Into the Spotlight มีระยะเวลาประมาณ 90 นาที นำโดยพิธีกร อาเรียนา เดโบซ และ ลิล เรล โฮเวอรี่[14]

เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564 มีการประกาศออกมาว่า ทเวนตีท์เซนจูรีสตูดิโอส์, เสิร์ชไลท์ พิกเจอร์ส และ วอร์เนอร์บราเธอส์ จะออกฉายตัวอย่างภาพยนตร์ใหม่เป็นที่แรกระหว่างการถ่ายทอดสัญญาณสด โดย Jerry Daniello (รองประธานอาวุโสฝ่ายผลิตสื่อบันเทิง และฝ่ายขายโฆษณาของดิสนีย์) ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลักอย่าง Adweek ว่า "การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำแก่คนดูว่าธีมหลักในปีนี้เปรียบเสมือนการฉายภาพยนตร์ มากกว่างานมอบรางวัลทั่ว ๆ ไป"[15][16]

ในมติที่ประชุมของสมาชิกอคาเดมี หรือสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563 ลงมติให้ยุบรวมสาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม และสาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม เข้าด้วยกันเป็นสาขาออกแบบเสียงยอดเยี่ยม เนื่องจากทั้งสองสาขาทำให้เกิดความกังวลถึงรายละเอียดและขอบเขตในการตัดสินรางวัลที่ทับซ้อนกันมากเกินไป[17] นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงกฎการตัดสินในสาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ ภาพยนตร์ที่จะถูกเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาดังกล่าว ต้องมีดนตรีประกอบที่สร้างขึ้นมาใหม่คิดเป็น 60% ของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง ส่วนภาพยนตร์ที่เป็นภาคต่อหรือภาพยนตร์ที่เป็นชุด ต้องมีดนตรีประกอบที่สร้างขึ้นมาใหม่คิดเป็น 80% ของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง[17] และในสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม มอบสิทธิ์ให้สมาชิกของอคาเดมีทุกคนมีสิทธิ์ร่วมลงคะแนนในรอบคัดเลือก[17]

ในฐานะที่อคาเดมี เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม การแจกจ่ายเอกสารด้านภาพยนตร์ที่จับต้องได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สำเนาภาพยนตร์, สำเนาบทภาพยนตร์ หรือซีดีเพลง จะถูกยกเลิกหลังจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในครั้งนี้สิ้นสุดลง และจะเริ่มให้บริการดังกล่าวผ่านบริการสตรีมออนไลน์ "Academy Screening Room" แก่สมาชิกของอคาเดมีต่อไป[17]

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ได้มีการประกาศออกมาว่าเจสซี คอลลินส์, สเตซี เชอร์ และสตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นโปรดิวเซอร์ในงานประกาศผลรางวัลครั้งนี้[18] ส่วน Glenn Weiss รับหน้าที่เป็นผู้กำกับงานเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน[19] เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้งานประกาศผลครั้งนี้เลือกใช้สถานที่หลักในการจัดงานเป็นสถานีรถไฟยูเนียนสเตชัน แทนสถานที่จัดงานเดิมคือ โรงภาพยนตร์ดอลบีเธียเตอร์[20] การแสดงของเพลงที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ออกอากาศระหว่างช่วงเดินพรมแดงก่อนเริ่มงาน แทนที่จะแสดงคั่นระหว่างการมอบรางวัล การแสดงส่วนใหญ่จัดขึ้นบริเวณดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์

โซเดอร์เบิร์ก กล่าวว่า เป้าหมายของเขาในงานนี้คือ การสร้างและกำกับงานราวกับว่ามันเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผู้ออกแบบงานสร้างสำหรับงานนี้คือ เดวิด ร็อกเวลล์ กล่าวว่า การออกแบบงานสร้างสำหรับงานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 1 พวกเขาพิจารณาสถานที่ที่เคยจัดงานนั้นมาก่อนอย่างโรงแรม Biltmore และโรงแรม Hollywood Roosevelt ก่อนจะตัดสินใจเลือกสถานีรถไฟยูเนียนสเตชัน เป็นสถานที่หลักในการจัดงาน ห้องขายตั๋วรถไฟเก่าถูกใช้เป็นสถานที่หลักสำหรับพิธี ในขณะที่ลานด้านนอกซึ่งอยู่ติดกันจะใช้สำหรับกิจกรรมก่อนและหลังจากพิธี ร็อกเวลล์อธิบายแผนการออกแบบว่าเป็นการสร้าง "ห้องหนึ่งซ้อนในอีกห้องหนึ่ง"[21][20] งานในครั้งนี้เลือกใช้อัตราเฟรมมาตรฐานที่ใช้กับวงการภาพยนตร์ในการถ่ายทอดสดที่ 24fps แทนที่จะเป็น 30fps อย่างเช่นงานครั้งก่อน ๆ นอกจากนี้อัตราส่วนภาพ ยังปรับมาเป็นสัดส่วนแบบภาพยนตร์ แทนที่จะเป็นอัตราส่วน 16:9 สำหรับโทรทัศน์[22]

งานประกาศผลรางวัลออสการ์ในครั้งนี้ยังคงไม่ใช้พิธีกรหลักในการดำเนินงานเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน[23] เพื่อตอกย้ำเป้าหมายของผู้ผลิตในการผลิตงานนี้เสมือนการได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564 อคาเดมีได้ประกาศรายชื่อผู้ประกาศผลรางวัลบางส่วน จำนวน 15 รายชื่อ ได้แก่ แองเจลา บาสเซตต์, แฮลลี เบร์รี, พง จุน-โฮ, ดอน ชีเดิล, ไบรอัน แครนสตัน, ลอรา เดิร์น, แฮร์ริสัน ฟอร์ด, เรจิน่า คิง, มาร์ลี แมตลิน, รีตา มอเรโน, วาคีน ฟินิกซ์, แบรด พิตต์, รีส วิเธอร์สปูน, เรเน เซลเวเกอร์ และเซ็นเดยา ซึ่งในการประกาศผลรางวัลสาขาการแสดง ยังคงให้ผู้ชนะรางวัลด้านการแสดงทั้ง 4 คน จากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 เป็นผู้ประกาศผลตามธรรมเนียมเดิม[24][25]

Questlove ได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการดนตรีในงานนี้ นอกจากนี้ ดนตรีสำหรับพิธีส่วนใหญ่ได้รับการรีมิกซ์จากการประพันธ์ที่สร้างขึ้นโดย เดอะ รูทส์ วงดนตรีของเขา โดยไม่มีการใช้วงออร์เคสตรา[26]

หลังจากพิธีเสร็จสิ้น มีการออกอากาศช่วงพิเศษ Oscars: After Dark นำโดยพิธีกร คอลแมน โดมิงโก และแอนดรูว์ แรนเนลส์[27]

รางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ถูกประกาศเป็นรางวัลสุดท้าย หลังจากสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งขัดกับธรรมเนียมเดิมที่เคยปฏิบัติกันมา[28] ผู้ชมบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความตั้งใจของผู้จัดงาน เนื่องจากมีการคาดการณ์กันว่าแชดวิก โบสแมน นักแสดงผู้ล่วงลับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานี้จะเป็นผู้ชนะรางวัล และการประกาศผลรางวัลนี้เป็นลำดับสุดท้ายจะเป็นการสดุดีให้แก่ผลงานเรื่องสุดท้ายของเขา แต่กลายเป็นว่าแอนโธนี ฮ็อปกินส์ นักแสดงที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ เป็นผู้ชนะรางวัลในสาขานี้แทน[29] ตามรายงานเดิมระบุว่า แอนโธนี ฮ็อปกินส์ ประสงค์จะปรากฏตัวผ่านทางโปรแกรม ซูม เนื่องจากเขาไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานได้ แต่ถูกผู้จัดงานปฏิเสธคำขอดังกล่าว ภายหลังเขาได้ลงคลิปวิดีโอบนอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อขอบคุณสำหรับรางวัลที่ได้รับมา และขออุทิศรางวัลดังกล่าวให้แก่แชดวิก โบสแมน ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย

การระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน รวมถึงทำให้การผลิตภาพยนตร์หยุดชะงักไป มีการปิดโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการค้าและการชุมนุมสาธารณะ คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่องานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคุณสมบัติของภาพยนตร์ที่จะถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ซึ่งกำหนดให้ภาพยนตร์ดังกล่าวต้องฉายภายในโรงภาพยนตร์เขตลอสแอนเจลิส อย่างน้อย 7 วัน โดยมีการฉายอย่างน้อย 3 รอบต่อวัน ในขณะเดียวกันรางวัลลูกโลกทองคำ ก็ได้เปลี่ยนคุณสมบัติสำหรับภาพยนตร์ที่จะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปี 2021 เช่นเดียวกัน เพื่อให้ภาพยนตร์ที่มีแผนกำหนดไว้แต่แรกว่ามีกำหนดเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในลอสแอนเจลิส ระหว่างวันที่ 15 มีนาคมถึง 30 เมษายน มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล แม้ภายหลังจะเลือกเผยแพร่โดยตรงผ่านระบบสตรีมมิ่ง[30] สำหรับรางวัลออสการ์นั้น อคาเดมีระบุว่า "อยู่ระหว่างการประเมินในทุกแง่มุมของกฎเกณฑ์ที่ไม่แน่นอนนี้และอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง"[30]

สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ เลื่อนการประชุมไปจนถึงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563[31][32] โดยมีมติอนุญาตให้ภาพยนตร์ที่ออกฉายครั้งแรกผ่านการป้องกันด้วยรหัสผ่าน (ครอบคลุมไปถึงบริการสตรีมมิงแบบสมัครสมาชิก) หรือบริการวีดิทัศน์ตามคำขอ มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 หากเดิมมีกำหนดจะฉายผ่านโรงภาพยนตร์อยู่แล้ว และต้องให้สมาชิกได้รับชมผ่านเว็บไซต์ภายใน 60 วันนับจากวันที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นออกฉายในรูปแบบสตรีมมิง หรือวีดีโอ และเมื่อโรงภาพยนตร์กลับมาเปิดให้บริการตามปกติ กฎเดิมก็จะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติตามเกณฑ์ดังกล่าว การฉายในโรงภาพยนตร์จะได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้นในเมืองอื่น ๆ นอกเหนือจากลอสแอนเจลิส โดยเฉพาะแอตแลนตา, ชิคาโก, ฮิวสตัน, ไมแอมี, นิวยอร์ก และบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก[17][33][34]

สำหรับการเลื่อนการจัดงานตามกำหนดเดิม[35] เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 อคาเดมีระบุว่างานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 จะถูกเลื่อนออกไปอีกสองเดือนจากวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 เป็นวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขยายกำหนดระยะเวลาการฉายของภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ ที่จะเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ออกไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564[36] ในแถลงการณ์ร่วมของ David Rubin ประธาน และ ดอว์น ฮัดสัน กรรมการผู้จัดการของอคาเดมี กล่าวว่า "เป็นเวลากว่าศตวรรษที่ภาพยนตร์มีบทบาทสำคัญในการปลอบโยนสร้างแรงบันดาลใจและให้ความบันเทิงแก่เราในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด การขยายระยะเวลาการฉายภาพยนตร์ที่มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้าชิงรางวัล และการเลื่อนการจัดงานประกาศผลรางวัลออกไป จะทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีความจำเป็นต้องยืดหยุ่นระยะเวลาการถ่ายทำและเผยแพร่ภาพยนตร์ของพวกเขา ปราศจากการถูกคาดโทษจากสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา"[36] นอกจากนี้การประกาศผลรางวัลออสการ์เกียรติยศ และรางวัลออสการ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิคภาพยนตร์ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด[36] ภายหลังจากนั้น งานประกาศผลรางวัลแบฟตา ก็เลื่อนจากเดือนกุมภาพันธ์ ไปจัดช่วงเดือนเมษายนแทน[36] ในขณะที่รางวัลลูกโลกทองคำ เลื่อนไปจัดงานแทนกำหนดการเดิมของออสการ์คือวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564[37]

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563 อคาเดมีได้ออกคำชี้แจงถึงคุณสมบัติเพิ่มเติมของภาพยนตร์ที่มีสิทธิ์ถูกเสนอชื่อเข้าชิงว่า ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบขับรถยนต์เข้าไปชมอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ตามเมืองที่กำหนด มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย[38]

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ตัวแทนของอคาเดมีให้สัมภาษณ์กับนิตยสารวาไรตี้ ถึงรูปแบบการจัดงานว่าอาจจะเป็นการจัดงานแบบมีการปรากฏตัวของผู้เข้าชิงในงาน แตกต่างจากรูปแบบการสื่อสารทางไกลแบบงานประกาศผลรางวัลเอมมี ครั้งที่ 72 ที่ผู้ประกาศผลรางวัล และผู้เข้าชิงรางวัล อยู่คนละสถานที่กัน[39] และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2564 อคาเดมีประกาศว่างานประกาศรางวัลจะจัดขึ้นที่สถานีรถไฟเก่ายูเนียนสเตชัน ควบคู่ไปกับการจัดงานที่โรงภาพยนตร์ดอลบีเธียเตอร์ โดยยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะแบ่งช่วงของการประกาศผลรางวัลใน 2 สถานที่นี้อย่างไร ทั้งนี้งานประกาศผลรางวัลอื่น ๆ แบบปรากฏตัวภายในงานที่เกี่ยวข้องกับรางวัลออสการ์ ถูกยกเลิกทั้งหมดแล้ว[40]

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2564 คณะผู้จัดงานได้ส่งจดหมายแจ้งให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ทราบว่า "สำหรับคนที่มาร่วมงานไม่ได้เพราะตารางงาน หรือมีความยากลำบากในการเดินทาง จะไม่มีการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอภายในงาน" และจดหมายยังกล่าวต่ออีกว่า "เราได้พยายามเป็นอย่างมากที่จะมอบค่ำคืนที่สนุกสนานและปลอดภัยให้กับทุกคน รวมไปถึงคอหนังกว่าล้านคนทั่วโลก"[41] อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564 อคาเดมีประกาศว่าจะเพิ่มสถานที่จัดงานย่อยในลอนดอน และปารีส เพื่อลดการเดินทางของผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงบางส่วน[42] เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2564 เดอะนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่ามีสถานที่จำนวน 20 สถานที่ถูกใช้สำหรับผู้ร่วมพิธีคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา[43] รวมไปถึงโรงภาพยนตร์บีแอฟไอ เซาท์แบงค์ ในลอนดอน และโรงภาพยนตร์ดอลบีซีนีมาในโซล ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับประกาศผลรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยพง จุน-โฮ

ในช่วงกลางเดือนเมษายน อคาเดมีระบุถึงความปลอดภัยสำหรับพิธีนี้ว่ามีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีเพียง 170 คนเท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนจะต้องทำการตรวจวัดอุณหภูมิ เมื่อเข้าสู่สถานที่จัดพิธี และทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างน้อย 3 ครั้งก่อนวันจัดพิธี นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมพิธีจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อนเข้าร่วมงาน และจะถูกขอให้สวมหน้ากากอนามัย เมื่อไม่ได้อยู่ในภาพขณะออกอากาศ แต่เมื่อผู้เข้าร่วมพิธีอยู่ในภาพขณะออกอากาศ ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ในงานแถลงข่าว สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก กล่าวว่าหน้ากากอนามัยจะมีบทบาท "สำคัญมาก" ใน "การเล่าเรื่อง" ของพิธี[44][45]

มีรายงานของคนจรจัดที่ถูกบังคับให้ออกจากสถานที่จัดงานอย่าง สถานีรถไฟยูเนียนสเตชัน ทำให้ เควิน เดอ เลออน สมาชิกสภาเทศบาลนครลอสแอนเจลิส ต้องออกมาระบุว่า "ไม่มีผู้อยู่อาศัยถูกบังคับให้ย้ายออกไป เราสามารถเสนอทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย บริเวณใกล้สถานียูเนียนสเตชันได้"[46]

การประกาศผลรางวัลในครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของจีน และดินแดนที่จีนอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ดังกล่าว

การออกอากาศทางโทรทัศน์ และการสนทนาผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ถูกระงับในจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากกรณีที่โคลอี เจา ผู้กำกับหญิงเชื้อสายจีน จากภาพยนตร์เรื่อง โนแมดแลนด์ ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ประเทศจีนในแง่ลบผ่านการให้สัมภาษณ์กับ นิตยสารฟิล์มเมกเกอร์ มาก่อน นอกจากนี้พิธียังถูกปิดกั้นจากสื่อสังคมออนไลน์และสำนักข่าวของจีนอีกด้วย[47][48]

สถานีโทรทัศน์ทีวีบี ของฮ่องกง ตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 93 เป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี นับตั้งแต่ฮ่องกงมีการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ผ่านฟรีทีวีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 โดยโฆษกของสถานีโทรทัศน์ทีวีบี เปิดเผยว่า “เป็นการตัดสินใจด้วยเหตุผลทางการค้าเท่านั้น ที่ทำให้ตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในปีนี้” อย่างไรก็ตาม มีผู้ชมบางส่วนเชื่อว่าเหตุผลที่แท้จริงมาจากการที่ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นเรื่อง Do Not Split ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม[49]

การจัดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในครั้งนี้ถูกวิจารณ์ไปในทางลบจากนักวิจารณ์หลายคน ในเว็บไซต์นักวิจารณ์ เว็บไซต์มะเขือเน่า[50] ได้รับคะแนนไปเพียง 24% จาก 29 คำวิจารณ์โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.7/10 ฉันทามติของนักวิจารณ์เห็นตรงกันว่า "งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 93 ได้มอบสิ่งที่แตกต่างออกไปให้แก่ผู้ชม แต่หลังจากการเปิดตัวอย่างสง่างามของเรจิน่า คิง พบว่าการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบงานในปีนี้ ทำให้ความสำคัญดั้งเดิมบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป และการแบกรับความเสี่ยงจากการเดิมพันของผู้จัดงานเป็นอย่างไร"[51]

มีคำวิจารณ์จากผู้ชมบางส่วนเกี่ยวกับงานในครั้งนี้ ซึ่งไม่ได้มีการกล่าวถึงโรงภาพยนตร์ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เช่น การปิดตัวของโรงภาพยนตร์บางแห่ง การลาออก การปลดพนักงาน รวมไปถึงผลกระทบจากการสูญเสียรายได้อันมหาศาล ในทางกลับกัน งานประกาศผลรางวัลแกรมมี ครั้งที่ 63 ได้กล่าวยกย่องถึงสถานที่แสดงดนตรีสดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19[52]

จากการวัดเรตติ้งถ่ายทอดสดบนโทรทัศน์ งานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้ ทำสถิติจำนวนผู้ชมน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนคนดูเพียง 10.4 ล้านคน[1] ลดลงจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 ที่มีจำนวนผู้ชม 23.6 ล้านคนถึง 56%[53]

ช่วงพิธีรำลึกถึงบุคคลในวงการฮอลลีวูดที่เสียชีวิตไปแล้ว หรือ In Memoriam นำโดยแองเจลา บาสเซตต์ ในพิธีช่วงนี้ไม่ใช่การแสดงอย่างเต็มรูปแบบ แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการฉายวิดีโอตัดต่อประกอบเพลง As ของศิลปินชื่อดัง สตีวี วันเดอร์ แทน[54] มีคำวิจารณ์จากคนดูบางส่วนว่าการตัดต่อของคลิปดังกล่าวเร็วเกินไป ภายหลังจากนั้น Rob Mills รองประธานฝ่ายบริหารด้านความบันเทิงของดิสนีย์ ออกมาให้เหตุผลว่า ผู้ตัดต่อจำเป็นต้องตัดต่อรายชื่อบุคคลทั้งหมดให้พอดีกับความยาวของเพลง และให้เข้ากับจังหวะดนตรีด้วย[55]

รายชื่อบุคคลผู้ล่วงลับที่ปรากฏในวิดีโอดังกล่าว ได้แก่[56]

H.E.R., ผู้ชนะร่วมรางวัลออสการ์ สาขาเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
สถานีรถไฟเก่ายูเนียนสเตชัน, ลอสแอนเจลิส สถานที่จัดมอบรางวัลออสการ์ในปีนี้