การเสียชีวิตของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

การเสียชีวิตของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

หน้าสำหรับผู้แก้ไขที่ออกจากระบบ เรียนรู้เพิ่มเติม

กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.​ 2540 ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ สิ้นพระชนม์ภายหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ภายในอุโมงค์ทางลอดสะพานปองต์เดอลัลมา กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดดี ฟาเยด เพื่อนชายคนสนิท และอ็องรี ปอล คนขับรถ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ เทรเวอร์ รีส์–โจนส์ ผู้ทำหน้าที่องครักษ์ 

ขบวนช่างภาพปาปารัสซีที่ติดตามไดอานาตกเป็นจำเลยสังคมทันที เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวว่าช่างภาพปาปารัสซีเป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ แต่การสืบสวนของหน่วยงานยุติธรรมของฝรั่งเศสซึ่งใช้เวลานานกว่า 18 เดือน สรุปผลว่า นายอ็องรี ปอล อยู่ในอาการมึนเมาขณะขับรถยนต์และไม่สามารถควบคุมรถซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงได้ จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นในคืนนั้น อ็องรี ปอล นั้นเป็นรองหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยโรงแรมริตซ์ และก่อนเกิดอุบัติเหตุเขาได้ท้าทายกลุ่มช่างภาพปาปารัสซีที่คอยอยู่หน้าโรงแรม[2] เจ้าหน้าที่นิติเวชยังตรวจพบยาต้านอาการทางจิต และยาต้านโรคซึมเศร้าในตัวอย่างเลือดของอ็องรี ปอล[3][4] และอีกหนึ่งข้อสรุปก็คือ กลุ่มช่างภาพปาปารัสซีไม่ได้อยู่ใกล้รถเบนซ์ในช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ[5]

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 โมฮัมเหม็ด ฟาเยด บิดาของโดดี และเจ้าของโรงแรมริทซ์ กล่าวอ้างว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นแผนลอบสังหาร[6] ซึ่งปฏิบัติการโดยหน่วยสืบราชการลับ MI6 ตามคำพระบัญชาของพระราชวงศ์[7] แต่คำกล่าวอ้างของโมฮัมเหม็ดขัดแย้งกับผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส[3] และปฏิบัติการแพเจต ของตำรวจนครบาลอังกฤษ พ.ศ. 2549[8]

2 ตุลาคม พ.ศ. 2550 มีการเบิกความคดีการสิ้นพระชนม์อีกครั้งหนึ่งโดยผู้พิพากษา สกอต เบเกอร์ ณ ศาลอุทธรณ์ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีต่อเนื่องมาจากครั้งแรกใน พ.ศ. 2547[9]

7 เมษายน พ.ศ. 2551 คณะลูกขุนแถลงคำตัดสินปิดคดีว่า การสิ้นพระชนม์ของไดอานาและการเสียชีวิตของโดดีเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นผลจากความประมาทอย่างร้ายแรงของอ็องรี ปอล และความประมาทอย่างร้ายแรงกลุ่มช่างภาพปาปารัสซีที่ไล่ติดตาม[10] นอกจากนี้คณะลูกขุนยังระบุถึงปัจจัยอื่นเพิ่มเติมที่มีส่วนให้เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ 1) คนขับรถบกพร่องในการตัดสินใจเนื่องจากตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ 2) ข้อเท็จจริงที่ผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจเป็นเหตุหรือมีส่วนทำให้ถึงแก่ความตาย 3) ข้อเท็จจริงที่รถเบนซ์พุ่งชนตอม่อภายในถนนลอดอุโมงค์สะพานปองต์เดอลัลมา และไม่ได้พุ่งชนวัตถุหรือสิ่งอื่นใด[11]

หลังเสร็จสิ้นการพักผ่อนล่องเรือยอชต์ในเฟรนช์และอิตาเลียนริเวียราเป็นเวลา 9 วัน ไดอานาจึงเสด็จออกจากเกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี พร้อมกับโดดี ฟาเยด ด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและเสด็จถึงสนามบินเลอบูเฌ กรุงปารีส เพื่อแวะพักค้างคืนที่อะพาร์ตเมนท์บนถนนอาร์แซน อูเซ ในย่านช็องเซลีเซ ก่อนเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน 

อ็องรี ปอล รองหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยโรงแรมริทซ์ ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่ขับรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ รุ่น เอส280 เพื่อพาไดอานาและโดดีหลบหนีช่างภาพปาปารัสซี ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่โรงแรมได้เตรียมรถอีกคันหนึ่งเพื่อใช้หลอกล่อกลุ่มช่างภาพที่เฝ้ารออยู่หน้าโรงแรม เวลาประมาณ 0.20 น. (เขตเวลาออมแสงยุโรปกลาง UTC+2) ไดอานาและโดดีออกจากทางประตูด้านหลังโรงแรม และขึ้นรถเมอร์เซเดส–เบนซ์ซึ่งจอดรออยู่บนถนนแกมบง เพื่อเดินทางกลับที่พักซึ่งตั้งอยู่บนถนนอาร์แซน อูเซ 

ไดอานาและโดดีนั่งอยู่ตอนท้ายของห้องโดยสาร และนายเทรเวอร์ รีส์–โจนส์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาของตระกูลอัลฟาเยด ได้ร่วมเดินทางด้วยและนั่งข้างคนขับ จากนั้นรถจึงมุ่งหน้าออกจากถนนกอมบง สู่จตุรัสปลัสเดอลากงกอร์ด แล้วเลี้ยวขวามุ่งสู่ถนนกูร์ลาแรน และถนนกูร์อัลแบร์ที่ 1 ซึ่งเป็นถนนเลียบแม่น้ำเซน

เวลาประมาณ 0.23 น. รถเมอร์เซเดส–เบนซ์ขับมาถึงทางลงอุโมงค์ลอดสะพานปองต์เดอลัลมา แต่ อ็องรี ปอล ไม่สามารถควบคุมรถยนต์ได้ รถจึงลื่นไถลเข้าสู่เลนซ้ายอย่างฉับพลัน ก่อนพุ่งชนตอม่อรองรับหลังคาอุโมงค์ตอม่อที่ 13 ด้วยความเร็วที่ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นรถได้หมุนคว้างและหันท้ายชนผนังอุโมงค์อีกฝั่ง แล้วจอดแน่นิ่งอยู่บนเลนขวา ความรุนแรงของการชนทำให้รถยนต์เสียหายยับเยินเกือบทั้งคัน โดยเฉพาะบริเวณส่วนหัวรถ เนื่องจากภายในอุโมงค์ไม่มีการ์ดเรลหรือเหล็กราวกั้นป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งนี้ถนนลอดอุโมงค์ใต้สะพานปองต์เดอลัลมาเป็นถนนลอดอุโมงค์ริมทางเลียบแม่น้ำเพียงแห่งเดียวที่มีเสาตอม่อรองรับหลังคา

ขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุนอนอยู่ภายในซากรถเบนซ์ บรรดาช่างภาพก็ตามมาถ่ายรูปต่อ ไดอานาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสบ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า "Oh my God!" (โอ้พระเจ้า!) และ "leave me alone" (ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว) หลังบรรดาช่างภาพถูกผลักออกไปโดยหน่วยกู้ภัย[12]

โดดี ฟาเยด ที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้โดยสารด้านหลังซ้าย ซึ่งเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงพยายามกู้ชีพเขา แต่ต่อมาแพทย์ผู้หนึ่งยืนยันว่าเขาเสียชีวิตแล้วเมื่อ เวลา 1.32 น. ส่วนอ็องรี ปอล คนขับรถ ถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อร่างถูกย้ายออกจากซากรถ ศพทั้งสองถูกนำไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บศพของกรุงปารีส แอ็งสตีตืตท์ เมดีโก-เลกาล ผลการชันสูตรพลิกศพออกมาว่า ทั้งโดดีและอ็องรี เสียชีวิตจากหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาแตกและกระดูกสันหลังร้าว อ็องรีไขสันหลังแตก และโดดีเสียชีวิตจากไขสันหลังที่บริเวณต้นคอแตก สภาพของทั้งสองศพแหลกเละจนจำเค้าเดิมไม่ได้

เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ องครักษ์ที่ติดตามไปด้วย ยังคงมีสติอยู่ แต่ได้รับบาดเจ็บหลายแห่งที่ใบหน้า ส่วนถุงลมนิรภัยหน้ารถยังทำงานตามปกติ แต่ไม่มีผู้โดยสารคนใดในรถคาดเข็มขัดนิรภัย

ไดอานานั่งอยู่เบาะหลังด้านขวาก็ยังคงมีสติอยู่เช่นกัน หมอบลงพื้นบนรถ และหันหลังออกมาให้ถนน มีรายงานว่าช่างภาพคนหนึ่งบรรยายสภาพของไดอานา ณ ขณะนั้น ว่า เลือดไหลออกมาจากจมูกและใบหู ขณะที่กำลังพิงศีรษะกับเบาะรถ เขาพยายามดึงตัวเธอออกจากซากรถยนต์แต่ว่าขาติด เขาจึงบอกกับเธอว่า ความช่วยเหลือกำลังมาถึง และให้ตื่นไว้ แต่ไม่มีคำตอบใดจากไดอานา นอกจากกะพริบตาเท่านั้น

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 สารคดี Diana: The Witnesses in the Tunnel ที่ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ยืนยันว่าบุคคลแรกที่ได้แตะต้องตัวไดอานา คือ นายแพทย์มาลแลซ์[13] ที่ขับรถผ่านที่เกิดเหตุโดยบังเอิญ มาลแลซ์เล่าว่า ไดอานาไม่มีบาดแผลที่พบเห็นได้ภายนอก แต่อยู่ในอาการช็อก ดังนั้นเขาจึงได้ให้ออกซิเจนแก่เธอ

เจ้าหน้าที่ตำรวจลาดตระเวนกลุ่มแรงมาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 0.30 น. และช่างภาพทั้งหมด 7 คนในที่เกิดเหตุถูกจับกุมทันที ไดอานาได้รับการช่วยเหลือให้ออกมาจากรถเบนซ์ในเวลาตีหนึ่ง แต่หัวใจล้มเหลว การนวดหัวใจผายปอดกู้ชีพช่วยให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง เธอถูกนำตัวขึ้นไปรักษาบนรถพยาบาล SAMU เมื่อเวลา 1.18 น. และรถพยาบาลได้ขับออกจากสถานที่เกิดเหตุเมื่อ 1.41 น. และถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์เวลา 2.06 น.[14] เธอได้รับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยมีนายแพทย์บรูโน ริอู เป็นหัวหน้าทีมแพทย์ถวายการรักษา แต่แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ทำการช่วยชีวิตของไดอานาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการบาดเจ็บของเธอสาหัสเกินไป หัวใจย้ายตำแหน่งจากอกข้างซ้ายไปข้างขวา ซึ่งมีผลทำให้เส้นเลือดดำในปอดและเยื่อหุ้มหัวใจฉีกขาด ในท้ายสุดการยื้อชีวิตของเธอไร้ผล หลังจากทีมแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพ รวมทั้งการนวดหัวใจภายใน ไดอานาเสียชีวิตเมื่อเวลา 4.00 น.[15] เวลา 5.30 น. นายแพทย์ฌ็อง ปิแอร์ เชอแวเนอมองต์ แถลงข่าวการเสียชีวิตของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส และเซอร์ไมเคิล เจย์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส

หลายคนให้ความเห็นว่า ถ้าในคืนนั้นไดอานาคาดเข็มขัดนิรภัย เธออาจได้รับบาดเจ็บน้อยกว่านี้มาก[16] รายงานข่าวในเบื้องต้น อ้างว่า เทรเวอร์ รีส์-โจนส์ เป็นผู้โดยสารในรถเพียงคนเดียวที่คาดเข็มนิรภัย แต่ต่อมาข้อมูลนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ถูกต้อง จากผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสและอังกฤษสรุปว่า ไม่มีผู้โดยสารในรถคาดเข็มขัดแม้แต่คนเดียวในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ[17][18]

ตอนสายของวันที่ 31 สิงหาคม นายแพทย์เชอแวเนอมองต์ พร้อมด้วย ลีออนาล โฌสแป็ง นายกรัฐมนตรีแห่งฝรั่งเศส, เบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ฌัก ชีรัก) และเบนาร์ด กูชเน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส เดินทางถึงโรงพยาบาลปีเต-ซัลแปตริแยร์ เพื่อถวายความไว้อาลัยครั้งสุดท้ายต่อพระศพของไดอานา หลังจากนั้นคุณพ่อมาร์ติน เดรเปอร์ อัครพันธบริกร (archdeacon) นิกายแองกลิคันแห่งฝรั่งเศส ได้เข้ามาในห้องที่เก็บศพ และได้สวดบทสรรเสริญจากหนังสือสวดมนต์ Book of Common Prayer

เวลา 14.00 น. วันเดียวกัน เจ้าชายชาลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (อดีตสามีของไดอานา) พร้อมด้วยพี่สาวของไดอานา เลดีซาราห์ แมคคอร์ควอเดล และเลดีเจน เฟลโลวส์ เดินทางถึงนครปารีสเพื่อรับศพของไดอานากลับเกาะอังกฤษ

ในตอนแรก สื่อมวลชนระบุว่า รถเบนซ์ได้พุ่งชนเสาตอม่อของอุโมงค์ด้วยความเร็ว 190 กม/ชม. เพราะเข็มไมล์บนแผงหน้าปัดค้างอยู่ที่ตำแหน่งนี้ แต่ต่อมาได้แก้ข่าวว่าความเร็วของรถอยู่ที่ประมาณ 95-110 กม./ชม. เท่านั้น และเครื่องวัดความเร็วบนแผงหน้าปัดที่ติดตั้งมากับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ W140 S-Class เป็นหน้าปัดบอกความเร็วแบบดิจิตอลและไม่สามารถอ่านค่าความเร็วได้จากหน้าจอโดยตรงหลังเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะมาด้วยความเร็วใดก็ตาม รถคันดังกล่าวน่าจะขับมาด้วยความเร็วเกินกว่า 50 กม/ชมอย่าแน่นอน ซึ่งความเร็ว 50 ก./ชมนี้เป็นความเร็วที่กำหนดไว้สำหรับถนนลงอุโมงค์ในฝรั่งเศส

ในปี 2542 หน่วยสืบสวนฝรั่งเศสตั้งข้อสงสัยว่า รถเมอร์เซเดสเบนซ์อาจเฉี่ยวชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นรถเฟียต อูโนสีขาว ในอุโมงค์ก่อนเกิดการชนครั้งรุนแรง แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกมายืนยันว่าเป็นเจ้าของรถเฟียตลึกลับนี้ และไม่สามารถตรวจสอบว่ารถเฟียตอูโนคันนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ในที่สุดหน่วยสืบสวนใช้เวลานานกว่า 18 เดือนในการสรุปคดีอุบัติเหตุที่พรากชีวิตไดอานานั้นมีสาเหตุมาจากคนขับที่มีอาการมึนเมาและไม่สามารถควบคุมรถยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงได้ และทำให้โศกนาฏกรรมขึ้นในคืนนั้น[16]

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 หนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ในอังกฤษ ตีพิมพ์จดหมายส่วนพระองค์ของเจ้าหญิงแห่งเวลส์ที่เขียนไว้ 10 เดือนก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต ซึ่งระบุว่า มีแผนการลอบสังหารเธอ โดยการทำให้ระบบเบรกรถยนต์ทำงานขัดข้อง ซึ่งส่วนหนึ่งของจดหมายฉบับนั้นที่เขียนด้วยลายมือของเธอเขียนไว้ว่า "ชีวิตของฉันตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด สามีของฉันกำลังวางแผนที่จะทำให้รถยนต์ของฉันเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ระบบเบรกทำงานผิดผลาดและทำให้ฉันได้รับบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ เพื่อกำจัดฉันให้พ้นทางและชาลส์จะได้เสกสมรสใหม่อีกครั้ง" [19][20]

ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2547 6 ปีหลังการเสียชีวิต คดีเสียชีวิตของไดอานาและการเสียชีวิตของโดดี อัล ฟาเยด ถูกรื้อฟื้นมาไต่สวนใหม่อีกครั้งที่กรุงลอนดอน ภายใต้การนำขอวไมเคิล เบอร์เจส เจ้าหน้าที่ไต่สวนคดีมรณกรรมของสมเด็จพระราชินีและคณะพิจารณาคดีได้ขอให้เซอร์จอห์น สตีเว่นส์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยว่าไดอานาไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และทีมโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้ทำการสรุปผลการสืบสวนลงในผลรายงานในเดือนธันวาคม 2548

ต่อมาในปีพ.ศ. 2547 สถานีโทรทัศน์ CBS ในสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ภาพถ่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ในอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ที่หน้ารถพังยับเยินรวมทั้งภาพของไดอานาที่ไม่มีเลือดไหลและบาดแผลภายนอก ในภาพไดอานาก้มลงบนพื้นรถยนต์ และประตูรถยนต์ด้านขวาเปิดอ้าอยู่[21] การนำเสนอภาพนี้สร้างความไม่พอใจไปทั่วเกาะอังกฤษ เพราะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเธอมากเกินไป และทำให้นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดฟ้องร้องคดีนี้กับสถานีโทรทัศน์

ในเดือนมกราคม 2548 ลอร์ดสตีเว่นส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ GMTV ว่าพยานหลักฐานในคดีนี้ซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่แรก

หนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2548 ได้นำเสนอข่าวการออกมาปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ของหน่วย MI-6 ในประเด็นที่ว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ในกรุงปารีสในวันที่ไดอานาประสบอุบัติเหตุ และเจ้าหน้าที่จากองค์การลับนี้ได้สลับผลการตรวจเลือดของคนขับรถด้วยตัวอย่างจากผลตรวจอื่น (ซึ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่) [22] [23]

ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 นิตยสารรายสัปดาห์ของอิตาลี Chi ตีพิมพ์ภาพถ่ายของไดอานาในนาทีสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าจะได้มีการสั่งห้ามมิให้เผยแพร่ภาพชุดดังกล่าว ภาพชุดนี้ถูกถ่ายหลังจากเกิดอุบัติเหตุได้ไม่นาน และภาพแสดงให้เห็นไดอานาที่ทรุดตัวลงที่เบาะหลัง ขณะที่หน่วยกู้ชีพได้พยายามสวมเครื่องช่วยหายใจให้เธอ และภาพนี้ถูกตีพิมพ์ลงนิตยสาร, หนังสือพิมพ์ภาษาอิตาลีและสเปนหลายสำนักพิมพ์

บรรณาธิการนิตยสาร Chi ออกมากล่าวปกป้องการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า ได้ยอมให้เผยแพร่ภาพของไดอานาเพราะได้มาจากสำนวนคดีของทางการฝรั่งเศส และแก้ตัวง่าย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไม่เคยมีใครเห็นภาพนี้มาก่อนและไม่ได้คิดว่าภาพพวกนี้จะเป็นการหมิ่นเกียรติของไดอานาผู้ล่วงลับแต่อย่างใด [24]

ดูเพิ่มเติมที่ พิธีศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของไดอานาสร้างความตกตะลึงให้กับชาวโลก ประชาชนชาวอังกฤษต่างตกอยู่ในอาการโศกเศร้าและร้องไห้คร่ำครวญต่อเจ้าหญิงในดวงใจ พิธีพระศพถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2540 โดยมีประชาชนราว 3 ล้านคนมาร่วมไว้อาลัยและยืนรอบนถนนเพื่อชมขบวนพระศพที่ดำเนินผ่านในกรุงลอนดอน [25] และพิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก กลายเป็นข่าวสำคัญกว่าการเสียชีวิตของแม่ชีเทเรซาที่เสียชีวิตในสัปดาห์เดียวกันนั้น

ประชาชนจำนวนมากได้ร่วมลงนามถวายความอาลัยที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ตลอดทั้งวันมีสมาชิกจากหน่วยอาสาสมัครหญิงในสหราชอาณาจักรและกองทหารราบจากแคว้นเวลส์มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่ดูแลควบคุมฝูงชนจนถึงกลางคืน [26] และยังมีกองดอกไม้จำนวนมหาศาลหลายล้านช่อที่ประชาชนได้นำมาวางไว้ที่ถนนหน้าพระราชวังเคนซิงตัน พระราชวังที่ไดอานาเคยพำนักอยู่ ส่วนที่คฤหาสน์อัลธอร์พประจำตระกูลของพระองค์ได้ขอร้องห้ามให้ประชาชนนำดอกไม้วางบนถนนหน้าคฤหาสน์ เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

กระทั่งวันที่ 10 กันยายน กองดอกไม้ภายนอกพระราชวังเคนซิงตันกองทับกันสูงกว่า 1.5 เมตร ชั้นดอกไม้ชั้นล่างสุดเริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็น [27] ส่วนที่พระราชวังเซนต์เจมส์ ประชาชนยังคงอดทนรอต่อแถวเพื่อลงนามถวายการไว้อาลัยด้วยอาการสงบ

ทั้งนี้ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อ ฟาบิโอ ปีราส นักท่องเที่ยวชาวซาร์ดิเนีย ถูกจำคุก 1 สัปดาห์หลังหยิบเอาตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ออกจากกองดอกไม้และถูกปรับเป็นเงิน 100 ปอนด์ นายปีราสถูกประชาชนกลุ่มหนึ่งชกเข้าที่ใบหน้าหลังเดินทางออกจากศาล [28] วันต่อมา มาเรีย ริโกซีโอวา ครูโรงเรียนมัธยมวัย 54 ปี และอิกเนสซา ซิเฮลกา ช่างเทคนิคโทรคมนาคมถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุกนาน 28 วัน เพราะได้ขโมยตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ 11 ตัวและช่อตอกไม้จำนวนหนึ่งที่หน้าพระราชวังเซนต์เจมส์ แต่ต่อมาถูกลดโทษเป็นค่าปรับคนละ 200 ปอนด์ หลังถูกกักขังนาน 2 วัน [29]

บางคนวิจารณ์ว่าปฏิกิริยาของประชาชนที่มีต่อการเสียชีวิตของไดอานาในตอนนั้นว่า "ร้องไห้ตีโพยตีพายเกินไป" และ "ไม่มีเหตุผล"

ในปีพ.ศ. 2542 แอนโทนี โอเฮียร์ ระบุว่า ความเศร้าสลดเสียใจในครั้งนั้นได้นิยามความหมายของคำ "การแสดงความรู้สึกออกมามากไปของชาวอังกฤษ" เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นโดยมีสื่อเป็นต้นเหตุ ทำให้ภาพลักษณ์และความเป็นจริงปะปนสับสนกันจนแยกไม่ออก [30] และนักวิจารณ์ยังคงกล่าวพาดพิงเหตุการณ์นี้ซำอีก ในวันครบรอบปีที่ 10 ของการเสียชีวิต ซึ่งนักหนังสือพิมพ์โจนาธาน ฟรีดแลนด์ แสดงความเห็นว่า "เป็นความหลังที่น่าอับอาย เหมือนสมุดไดอารี่ของวัยรุ่นที่น่าหมั่นไส้และชวนให้สมเพชตัวเอง เราต้องแสร้งทำเป็นก้มหน้าอายเมื่อหวนรำลึกถึงเรื่องนี้" แต่ว่านักวิเคราะห์บางคนกลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เดบอราห์ สไตนเบิร์ก นักสังคมวิทยา ชี้แจงว่า ชาวอังกฤษมากมายมีความสัมพันธ์กับไดอานาผ่านทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไปและโอออ้อมอารีกว่าเดิม โดยไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย และกล่าวทิ้งท้ายว่า "ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคร่ำครวญเกินกว่าเหตุ การสูญเสียบุคคลสำคัญจะเป็นสิ่งทดสอบทุกอย่างในสังคม"[31]

ปฏิกิริยาของราชวงศ์ต่อการเสียชีวิตของไดอานาสร้างความไม่พอใจและขุ่นเคืองให้กับประชาชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในเวลานั้นสมาชิกราชวงศ์ต่างประทับอยู่ที่ปราสาทบัลมอรัล พระราชวังฤดูร้อนในสกอตแลนด์ และทั้งหมดทรงตัดสินพระทัยว่าจะไม่เสด็จกลับลอนดอนเพื่อร่วมพิธีพระศพ การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีเช่นนี้ทำให้พระองค์ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนอย่างหนัก เพราะราชวงศ์ยังยึดติดอยู่กับราชประเพณีโบราณอย่างเข้มงวด และไม่ใส่พระทัยต่อพระโอรสทั้งสองของไดอานาที่กำลังเศร้าโศกต่อการจากไปของพระมารดา และทำให้สื่อมวลชนให้ความเห็นว่าเย็นชาเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิเสธลดธงราชวงศ์ลงครึ่งเสาบนพระราชวังบักกิงแฮม ได้ทำให้หนังสือพิมพ์ในอังกฤษพาดหัวข่าวด้วยภาษาที่รุนแรงว่า "Where's our Queen? Where's her flag?" [32] ทั้งนี้ท่าทีของสำนักพระราชวังเป็นไปตามราชประเพณีข้อหนึ่ง ซึ่งการเชิญธงราชวงศ์ขึ้นสู่ยอดเสาบนพระราชวังบักกิงแฮมจะกระทำต่อเมื่อสมเด็จพระราชินีประทับอยู่ในพระราชฐานเท่านั้น แต่ในเวลานั้นพระองค์กำลังประทับอยู่ในสกอตแลนด์ นอกจากนี้ธงประจำพระองค์ไม่เคยเชิญลงครึ่งเสาเพราะพระมหากษัตริย์ไม่เคยสวรรคตเนื่องจากกษัตริย์องค์ใหม่จะขึ้นครองราชย์ทันที

ในที่สุด สำนักพระราชวังยอมเชิญธงยูเนียนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิงแฮมแทน โดยลดธงลงครึ่งเสาซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่มีการเชิญธงยูเนี่ยนแจ็กขึ้นสู่ยอดเสาของพระราชวังบักกิงแฮม และหลังจากเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมพิธีพระศพของไดอานา สมเด็จพระราชินีเสด็จกลับสก็อตแลนด์ทันทีในเวลาเที่ยงของวันเดียวกัน และตั้งแต่นั้นมาธงยูเนียนแจ็กจะขึ้นสู่ยอดเสาเมื่อสมเด็จพระราชินีไม่อยู่ในพระราชฐาน

สมเด็จพระราชินีทรงเห็นด้วยให้มีการถ่ายทอดสดพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเจ้าหญิงแห่งเวลส์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ BBC ในเย็นวันที่ 4 กันยายน

ผู้คนหลายล้านคนยืนต่อแถวยาวกว่า 6 กิโลเมตร ตั้งแต่พระราชวังเคนซิงตันจนถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ [33] ด้านหน้ามหาวิหารและลานในไฮด์ปาร์กต่างแน่นขนัดไปด้วยประชาชนที่รับชมพิธีศพบนหน้าจอขนาดใหญ่และการกล่าวคำไว้อาลัยจากบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมพิธี รวมทั้งตัวแทนจากองค์กรการกุศลที่ไดอานาได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ผู้เข้าร่วมพิธีที่มีชื่อเสียงได้แก่ ฮิลลารี คลินตัน (ภริยาของประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา), นางเบนาเด็ต ชีรัค (ภริยาของประธานาธิบดีฌัก ชีรัก แห่งฝรั่งเศส) และดาราชื่อดังหลายคน เช่น ลูเซียโน พาวาร็อตติ และนักร้องที่เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าหญิงอย่าง เอลตัน จอห์น และจอร์จ ไมเคิล ซึ่งเอลตันได้ขับร้องเพลง Candle in the Wind ที่ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่เพื่ออุทิศให้แก่พระองค์ [34] พิธีนี้ได้มีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียม มีผู้รับชมกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก [35]

ในการนี้ราชประเพณีอันเก่าแก่ได้ถูกละเลยเพิกเฉย เนื่องจากแขกในพิธีได้ปรบมือให้กับคำไว้อาลัยของเอิร์ลสเปนเซอร์ น้องชายของไดอานา ที่วิจารณ์สื่อมวลชนและราชวงศ์ต่อการที่พวกเขาปฏิบัติต่อพี่สาวของเขาอย่างเผ็ดร้อน [36] หลังเสร็จสิ้นพิธีที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โลงพระศพถูกนำขึ้นรถเดมเลอร์เพื่อเดินทางต่อไปยังคฤหาสน์อัลธอร์พเพื่อทำพิธีฝังพระศพอย่างเป็นส่วนตัว [37] เกือบตลอดเส้นทางที่ขบวนรถพระศพขับผ่าน ประชาชนได้ร่วมกันโยนดอกไม้ใส่ขบวนรถเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ศพถูกฝังภายในอาณาเขตของคฤหาสน์อัลธอร์พ บนเกาะกลางทะเลสาบ ภายในโลงศพไดอานาชุดเดรสแขนยาวสีดำของแคทเธอรีน วอล์กเกอร์ มือทั้งสองกุมสร้อยประคำของขวัญจากแม่เทเรซา ผู้ที่เสียชีวิตสัปดาห์เดียวกับเธอ [38]

ในปีพ.ศ. 2541 คฤหาสน์ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการที่เกี่ยวพระองค์และเดินเล่นรอบทะเลสาบบริเวณสุสานของไดอานา รายได้จากการเข้าชมผลงานและนิทรรศการที่อัลธอร์พได้บริจาคให้แก่กองทุนอนุสรณ์ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์

4 สัปดาห์หลังการเสียชีวิต อัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศอังกฤษและเวลส์เพิ่มสูงขึ้น 17 % และการทำร้ายตัวเองพุ่งสูงกว่า 44.3 % เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเดิมในรอบ 4 ปี นักวิจัยเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราการฆ่าตัวตายมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ "แสดงตัวตน" ของผู้คนที่ส่วนใหญ่ที่ความกดดันคล้ายคลึงกับไดอานา คือ ผู้หญิงวัย 25 − 44 ปี ที่กลุ่มนี้ฆ่าตัวตายมากกว่า 45% [39]

แม้ว่าเจ้าหญิงไดอานาจะเสียชีวิตไปนานหลายปีแล้ว แต่ความสนใจในชีวิตของเธอยังคงอยู่ อนุสรณ์ที่ใช้รำลึกชั่วคราวที่หน้าอุโมงค์ปองต์ เดอ ลัลมา ชื่อ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" ที่มีความสัมพันธ์กับรูปปั้นอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ของขวัญจากชาวฝรั่งเศส โดยหลังเกิตอุบัติใหม่ ๆ ชาวปารีสและนักท่องเที่ยวได้เขียนถ้อยคำไว้อาลัยทิ้งไว้บนฐานของ "ฟลามม์ เดอ ลา ลิเบอร์เต้" แต่ต่อมาข้อความถูกลบออกและไม่ได้ใช้เป็นอนุสรณ์อย่างเป็นทางการอีกต่อไป แต่ว่านักท่องเที่ยวยังคงลักลอบเขียนข้อความทิ้งไว้อยู่เรื่อย ๆ

สำหรับอนุสรณ์ถาวรคือ น้ำพุอนุสรณ์แด่ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ในไฮดปาร์ก ที่ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

ไดอานา ฟรานเซส เจ้าหญิงแห่งเวลส์อยู่ในโพลสำรวจของ BBC ในปี 2545 ในหัวข้อ "ชาวอังกฤษผู้ยิ่งใหญ่" ลำดับที่ 3 แซงหน้า ชาร์ลส์ ดาร์วิน (อันดับ 4), วิลเลี่ยม เช็กสเปียร์ (อันดับ 5) และไอแซค นิวตัน (อันดับ 6)

ในปีพ.ศ. 2546 สำนักพิมพ์มาร์เวลคอมิกส์ ประกาศตีพิมพ์การ์ตูน X-Statix ของปีเตอร์ มิลลิแกน นักเขียนการ์ตูนล้อเลียน ในตอน Di Another Day (Di คือ Diana อ้างอิงจากชื่อจากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอน Die Another Day) ล้อเลียนการฟื้นคืนชีพของไดอานาด้วยพลังมหัศจรรย์ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนจำนวนมากและตอน Di Another Day ถูกสั่งระงับหยุดพิมพ์ทันที [40] บริษัทเฮลิโอกราฟ สร้างเกมจำลองบทบาท Diana: Warrior Princess ผลงานของมาร์คัส แอล. โรวแลนด์ ที่ดัดแปลงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นเรื่องเหนือจินตนาการ

เควิน คอสเนอร์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดังที่เคยเข้าพบไดอานา ผ่านซาราห์ ดัชเชสแห่งยอร์ก ได้ออกมาอ้างว่าเคยรบเร้าให้ไดอานาร่วมแสดงภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง "The Bodyguard" ซึ่งนำแสดงโดย คอสเนอร์ และวิทนีย์ ฮุสตัน แต่ต่อมาสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมได้ออกมาปฏิเสธว่าคำกล่าวอ้างของคอสเนอร์ว่าไม่มีมูลความจริง [41]

แม้ว่าหน่วยสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้สรุปคดีว่า ไดอานาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่นายโมฮัมหมัด ฟาเยด กลับเชื่อว่าไดอานาและลูกชายของเขาถูกลอบสังหาร ด้วยแผนการสมคบคิดอันแยบยล และหนังสือพิมพ์เดลีเอ็กซ์เพรสเสนอว่า ไดอานาอาจถูกลอบสังหาร ในปี พ.ศ. 2547 ได้มีการตั้งทีมสืบสวนคดีเสียชีวิตโดยหน่วยตำรวจนครบาลลอนดอน "โอเปอเรชั่น พาเก็ต" ซึ่งมีลอร์ดสตีเว่นส์ เป็นหัวหน้าทีมนี้

ผลการสืบสวนคดีถูกเผยแพร่สู่สาธารณะในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 และปิดคดีในเดือนเมษายน 2551

ภายใต้กฎหมายอังกฤษ จำเป็นต้องมีการพิจารณาคดีหากมีการตายอย่างกะทันหันหรือตายลงโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง [42] คดีการเสียชีวิตของไดอานาและคดีการเสียชีวิตของนายโดดี ฟาเยด ถูกนำมาไต่สวนในวันที่ 8 มกราคม 2550 โดยมีท่านผู้หญิงเอลิซาเบธ บัตเลอร์-สลอส ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบดูแลการพิจารณาคดีเสียชีวิตประจำราชสำนัก โดยบัตเลอร์-สลอสตัดสินใจที่จะไต่สวนคดีเป็นการภายในโดยไม่มีคณะลูกขุนร่วมฟังการพิจารณาคดี [43] แต่ต่อมาศาลสูงได้มีคำสั่งระงับการตัดสินใจของบัตเลอร์-สลอส [44] และได้รับความเห็นชอบจากคณะเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีประจำราชสำนัก และในวันที่ 24 เมษายน 2550 ท่านผู้หญิงบัตเลอร์-สลอส ประกาศถอนตัวจากการทำหน้าที่พิจารณาคดีเสียชีวิต โดยให้เหตุผลว่า เธอไม่มีประสบการณ์ที่จะร่วมพิจารณาคดีกับคณะลูกขุน ดังนั้นหัวหน้าผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ จึงได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทนบัตเลอร์-สลอส อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายนปีเดียวกัน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาคดีมรณกรรมแห่งกรุงลอนดอนตะวันตกชั้นใน 27 กรกฎาคม 2550 เบเกอร์ได้ตั้งประเด็นที่น่าจะนำไปสู่การพิจารณาสำนวนคดีนี้ และหน่วยโอเปอเรชั่นพาเก็ตได้สืบสวนข้อเท็จจริง และได้ข้อมูลเป็นประโยชน์จำนวนมาก

20 ประเด็นที่ได้ทำการสืบสวนมีดังต่อไปนี้

การพิจารณาคดีมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ตุลาคม 2550 หลังจากคณะลูกขุน 11 คน (เป็นหญิง 6 คนและชาย 5 คน) ได้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง และผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ ได้กล่าวเบิกความและบอกเล่าความเป็นมาของเหตุการณ์ [46] สำนักข่าว BBC ได้รายงานว่า นายโมฮัมหมัด อัล ฟาเยด ได้เบิกความว่า ลูกชายของเขาและเจ้าหญิงไดอานาถูกลอบสังหารจากคำส่งของราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งถูกสื่อวิพากย์วิจารณ์ว่า "เป็นการเบิกคดีที่ อคติ"[47]

คณะลูกขุนได้รับฟังคำให้การจากบุคคลที่ได้ติดต่อกับไดอานาจนกระทั่งเหตุการณ์ที่นำไปสู่อุบัติเหตุ พยานปากสำคัญได้แก่ พอล เบอเรล, โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด, เรน แมคคอร์ควอเดล แม่เลื้ยงของไดอานา รวมทั้งเทรเวอร์ รีส-โจนส์ ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากอุบัติเหตุ และอดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยงาน MI 5 ของอังกฤษ [48]

ผู้พิพากษาสกอต เบเกอร์ได้สรุปผลการสืบสวนต่อคณะลูกขุนในวันที่ 31 มีนาคม 2551 [49] และกล่าวว่าไม่มีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับดยุกแห่งเอดินเบอระ ว่าเป็นผู้สั่งสังหารไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือมีองค์การใด ๆ มีส่วนพัวพันกับอุบัติเหตุ [50] และเบเกอร์สรุปคดีเสร็จสิ้นเมื่อ 2 เมษายน 2551 หลังฟังคำสรุปคดีเสร็จสิ้นคณะลูกขุนได้ทำการหารือและพิจารณา 5 คำตัดสินที่ไม่ตายตัว ในวันที่ 7 เมษายน 2551 คณะลูกขุนได้อ่านคำพิพากษาว่า ไดอานาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่โดยประมาทของอ็องรี ปอลและยานพาหนะที่ไล่ตามรถยนต์ที่เกิดเหตุ [51] [52] [52][53] [49]

ในการพิจารณาคดีเสียชีวิตครั้งนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 12 ล้านปอนด์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่พิจารณาคดี 4.5 ล้านปอนด์ และค่าใช้จ่ายของตำรวจนครบาลลอนดอนอีก 8 ล้านปอนด์ การพิจารณาคดีกินเวลานาน 6 เดือน มีการรับฟังพยานกว่า 250 ปาก ซึ่งการใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ถูกสื่อมวลอังกฤษวิพากย์วิจารณ์อย่างหนัก [54]

ไดอานาเสียชีวิตในช่วงที่การใช้อินเทอร์เน็ตกำลังเฟื่องฟูทั่วโลก และหนังสือพิมพ์ในอังกฤษหลายสำนักเพิ่งเปิดให้บริการเว็บไซต์ข่าวออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ซึ่ง BBC News ได้นำเสนอข่าวการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษตั้งแต่ต้นปี 2540 และความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้คนมากมายที่มีต่อการเสียชีวิตของไดอานา ทำให้เว็บไซต์ BBC News ได้นำเสนอข่าวการเสียชีวิตบนหน้าเว็บทันที และรายงานข่าวพิธีพระศพและเหตุการณ์อิ่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ข่าวการเสียชีวิตไดอานาทำให้สำนักงาน BBC News ได้ตระหนักว่าบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตที่กำลังจะเปิดตัว มีความสำคัญเพียงใด และวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน เว็บไซต์ BBC News ได้เปิดบริการข่าวสารออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มรูปแบบ

รถเมอร์เซเดสเบนซ์ W140 S-Class, คล้ายกับคันที่เกิดเหตุ
ช่อดอกไม้ในพิธีพระศพของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์